ที่มาและความสำคัญ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่า ทั้งด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม การอนุรักษ์ผ้าไทย และการส่งเสริมศิลปะดนตรีให้เป็นพลังแห่งความสามัคคีของชาติ ปวงชนชาวไทยต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระคุณูปการของพระองค์ท่านอย่างต่อเนื่อง

ดนตรีเป็นสื่อสำคัญที่ทรงคุณค่า เป็นภาษาสากลที่สามารถเข้าถึงจิตใจของผู้คน และเป็นพลังแห่งความงดงามที่หลอมรวมความรู้สึกของประชาชนให้เกิดความรัก ความห่วงใย และความผูกพันต่อแผ่นดินไทย ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ และวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra; TPO) จึงได้ร่วมกันจัดแสดงคอนเสิร์ต “เพลงรักชาติ (National Unity Concert)” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระพันปีหลวงอย่างสมพระเกียรติ โดยมุ่งถ่ายทอดพลังแห่งดนตรีผ่านบทเพลงแห่งความจงรักภักดี บทเพลงพระราชนิพนธ์ บทเพลงเชิดชูสถาบัน บทเพลงรักชาติ และบทเพลงทรงโปรด เพื่อเป็นสื่อกลางในการปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทุกหมู่เหล่ารวมพลังแห่งความรัก ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในความเป็นไทย อีกทั้งเป็นโอกาสในการสืบสานพระราชปณิธานในการใช้ดนตรีและศิลปะเป็นพลังสร้างสรรค์เพื่อสังคม


วัตถุประสงค์

  • 1. เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
  • 2. เพื่อแสดงความอาลัยถวายอย่างสมพระเกียรติ และเทิดพระเกียรติคุณด้านศิลปะ ดนตรี และวัฒนธรรมที่พระองค์ทรงทำนุบำรุงไว้
  • 3. เพื่อใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางแห่งความรัก ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในความเป็นไทย
  • 4. เพื่อสืบสานพระราชปณิธานด้านศิลปะและดนตรี ให้คงอยู่และส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่
  • 5. เพื่อยกระดับบทบาทของวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra; TPO) และวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการสร้างสรรค์ดนตรีเพื่อสังคมและประเทศชาติ
  • 6. เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชน ในการร่วมกันแสดงความจงรักภักดี

PROGRAMS

รอบการแสดง

7 มีนาคม 2569

เวลา 19:00 น. / รอบผู้สนับสนุนและสื่อมวลชน

หอแสดงมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

8 มีนาคม 2569

เวลา 16:00 น. / รอบบุคคลทั่วไป

หอแสดงมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

สำรองบัตร

DESCRIPTION

รายละเอียดเพลง

เพลงชาติไทย

ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงชาติไทย ประพันธ์ทำนองโดย พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) วันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ บรรเลงเป็นครั้งแรก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ในส่วนของคำร้องฉบับแรกเริ่มนั้น ประพันธ์โดยขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) เพื่อใช้เป็นเนื้อร้องชั่วคราวในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๔๗๗ ซึ่งนับเป็นบทเพลงประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงอุดมการณ์ความรักชาติและการก้าวเข้าสู่ระบอบการปกครองใหม่ในระยะปฐมบท

ต่อมาเมื่อมีการประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามมาเป็นประเทศไทย ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ รัฐบาลได้จัดประกวดเนื้อร้องเพลงชาติใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับนามของประเทศและบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยบทประพันธ์ของหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ได้รับการคัดเลือกและประกาศใช้เป็นเนื้อร้องเพลงชาติไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ ซึ่งเนื้อร้องฉบับนี้ยังคงรักษาทำนองดั้งเดิมของพระเจนดุริยางค์ไว้ทุกประการ และกลายเป็นเพลงชาติฉบับมาตรฐานที่คนไทยใช้ขับร้องสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

การนำเพลงชาติไทยทั้งฉบับเริ่มแรกและฉบับปัจจุบันมานำเสนอในวาระสำคัญนี้ จึงเป็นการสื่อถึงพัฒนาการและความเป็นปึกแผ่นของชาติไทยผ่านกาลเวลา บทเพลงชาติมิใช่เพียงเครื่องหมายของเอกราชและอธิปไตย แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจที่ปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนทุกคนในชาติมีความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ และธำรงไว้ซึ่งความสมัครสมานสามัคคีภายใต้ร่มพระบารมีสืบไป

แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง
ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตต์แดนสง่า
สืบเผ่าไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา
รวมรักษาสามัคคีทวีไทย
บางสมัยศัตรูจู่โจมตี
ไทยพลีชีพร่วมรวมรุกไล่
เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงผะไท
สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา
อันดินสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย
น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราษฎร์คือเจดีย์ที่เราบูชา
เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี
ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินของไทย
สถาปนาสยามให้เทอดไทยไชโย
ประกาศเพลงชาติ. (๒๔๗๗, ๒๖ สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๕๑. หน้า ๑๔๕๓-๑๔๕๔.
ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัย ชโย
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยรัฐนิยมฉบับที่ ๖ เรื่องทำนองและเนื้อร้องเพลงชาติ.
(๒๔๘๒, ๑๐ ธันวาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๕๖. หน้า ๒๖๕๓.

เพลงชุมนุมเผ่าไทย

(บรรเลง)

เพลงชุมนุมเผ่าไทย เป็นเพลงที่ใช้ในระบำประกอบการแสดงละครเรื่อง “อานุภาพแห่งความเสียสละ” บทประพันธ์ของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งออกแสดงเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการปลุกจิตสำนึกด้านความสามัคคีและเชิดชูสายสัมพันธ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยที่มีรากเหง้าวัฒนธรรมร่วมกัน เนื้อหาของเพลงบอกเล่าถึงการอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวไทยเผ่าต่างๆ ที่กระจายตัวลงมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่คาบสมุทรแหลมทองและบริเวณใกล้เคียง สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพี่น้องของคนไทยที่แม้จะอยู่ต่างภูมิภาคแต่ยังคงมีความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น

ในด้านคีตศิลป์ นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญด้านดุริยางค์ไทยของกรมศิลปากร ได้เรียบเรียงทำนองโดยนำเอกลักษณ์ดนตรีพื้นเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ไทย ๖ กลุ่มมานำเสนอ ได้แก่ ไทยกลาง ซึ่งใช้ทำนองที่ประพันธ์ขึ้นใหม่เป็นหลักในการเชื่อมโยงบทเพลง ไทยล้านนา (ภาคเหนือของไทย) ใช้ทำนองเพลงแน ไทยใหญ่ (รัฐฉาน ประเทศเมียนมา) ใช้ทำนองเพลงเงี้ยว ไทยล้านช้าง (ดินแดนสองฝั่งโขง) ใช้ทำนองเพลงฝั่งโขง ไทยสิบสองจุไท (เวียดนามตอนเหนือ) ใช้ทำนองเพลงสิบสองปันนา และไทยอาหม (รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย) ใช้ทำนองเพลงอาหม ซึ่งความโดดเด่นของเพลงนี้คือการผสมผสานสำเนียงดนตรีที่แตกต่างกันให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืน

การแสดงประกอบเพลงนี้สะท้อนภาพลักษณ์การแต่งกายและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเผ่า เพื่อสื่อให้เห็นความหลากหลายภายใต้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยกลุ่มไทยสิบสองจุไทและไทยอาหมนับเป็นกลุ่มไทยที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในภูมิภาคที่ไกลออกไป แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นไทยไว้ได้อย่างน่าสนใจ เพลงชุมนุมเผ่าไทยจึงมิใช่เพียงบทเพลงเพื่อความบันเทิงในละครประวัติศาสตร์เท่านั้น หากแต่เป็นสื่อกลางที่ทรงพลังในการสร้างความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์ไทยและเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีของคนไทยในทุกแห่งหนสืบมาจนถึงปัจจุบัน

เพลงแผ่นดินของเรา

ขับร้องโดย นางสาวลลิต วรเทพนิตินันท์

เพลงแผ่นดินของเรา เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ลำดับที่ ๓๔ ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. ๒๕๐๒ ในโอกาสที่เจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเคนท์ สหราชอาณาจักร เสด็จเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษ ตามทำนองที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ ๑๖ ห้องเพลง นำออกบรรเลงครั้งแรก ณ ศาลาผกาภิรมย์ สวนจิตรลดา เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๑๖ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชดำริว่า ท่วงทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ Alexandra ไพเราะ และน่าจะใส่คำร้องภาษาไทยได้ จึงได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ประพันธ์คำร้องภาษาไทย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพิจารณาเห็นว่า เพลงพระราชนิพนธ์ Alexandra นี้มีเพียง ๑๖ ห้องเพลง จึงทรงพระราชนิพนธ์เพิ่มเติม โดยมีท่อนกลางและท่อนท้าย จนครบ ๓๒ ห้องเพลง

ถึงอยู่แคว้นใด
ไม่สุขสำราญ
เหมือนอยู่บ้านเรา
ชื่นฉ่ำค่ำเช้าสุขทวี
ทรัพย์จากผืนดิน
สินจากนที
มีสิทธิ์เสรี
สันติครองเมือง
เรามีป่าไม้อยู่สมบูรณ์
ไร่นาสดใสใต้ฟ้าเรือง
โบราณสถานส่งนามประเทือง
เกียรติเมืองไทยขจรไปทั่วแดนไกล
รักชาติของเรา
ไว้เถิดผองไทย
ผืนแผ่นแหลมทอง
รวมพี่รวมน้องด้วยกัน
รักเกียรติรักวงศ์
เสริมส่งสัมพันธ์
ทูนเทิดเมืองไทยนั้น
ให้ยืนยง

เพลงบ้านเกิดเมืองนอน

ขับร้องโดย เรืออากาศตรีหญิง กัลยรัตน์ กรสุทธินันท์

เพลงบ้านเกิดเมืองนอน ประพันธ์คำร้องโดย นายแก้ว อัจฉริยะกุล ประพันธ์ทำนองโดย นายเอื้อ สุนทรสนานโดยได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดเพลงปลุกใจของกรมโฆษณาการ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ เนื้อหาของบทเพลงมุ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและความสำคัญของการปกปักรักษาเอกราชชาติไทย โดยเน้นย้ำถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของคนไทยที่มีต่อแผ่นดินเกิด และชี้ให้เห็นว่าความสุขส่วนบุคคลนั้นย่อมสอดคล้องกับความมั่นคงของบ้านเมือง หากบ้านเมืองล่มสลาย ความสุขของคนในชาติก็จะสลายไป เพลงบ้านเกิดเมืองนอนช่วยสร้างพลังที่เข้มแข็งให้เกิดขึ้นในจิตใจคนไทย และเชื่อมจิตใจคนไว้ด้วยกั

บ้านเมืองเรารุ่งเรืองพร้อมอยู่หมู่เหล่า
พวกเราล้วนพงศ์เผ่าศิวิไลซ์
เพราะฉะนั้นชวนกันยินดีเปรมปรีดิ์ดีใจ
เรียกตนว่าไทยแดนดินผืนใหญ่มิใช่ทาสเขา
ก่อนนี้มีเขตแดนนับว่ากว้างใหญ่
ได้ไว้พลีเลือดเนื้อแลกเอา
รบรบรบไม่หวั่นใคร มอบความเป็นไทยให้พวกเรา
แต่ครั้งนานกาลเก่า ชาติเราเขาเรียกชาติไทย
บ้านเมืองควรประเทืองไว้ดั่งแต่ก่อน
แน่นอนเนื้อและเลือดพลีไป
เพราะฉะนั้นเราควรยินดีมีความภูมิใจ
แดนดินถิ่นไทยรวบรวมไว้ได้แสนจะยากเข็ญ
ยากแค้นเคยกู้แดนไว้อย่างบากบั่น
ก่อนนั้นเคยแตกฉานซ่านเซ็น
แม้กระนั้นยังร่วมใจ ช่วยกันรวมไทยให้ร่มเย็น
บัดนี้ไทยดีเด่น ร่มเย็นสมสุขเรื่อยมา
อยู่กินบนแผ่นดินท้องถิ่นกว้างใหญ่
ชาติไทยนั้นเคยใหญ่ในบูรพา
ทุกทุกเช้าเราดูธงไทยใจจงปรีดา
ว่าไทยอยู่มาด้วยความผาสุกถาวรสดใส
บัดนี้ไทยเจริญวิสุทธิ์ผุดผ่อง
พี่น้องจงแซ่ซ้องชาติไทย
รักษาไว้ให้มั่นคง เทิดธงไตรรงค์ให้เด่นไกล
ชาติเชื้อเรายิ่งใหญ่ ชาติไทยบ้านเกิดเมืองนอน

เพลงไร้รักไร้ผล

ขับร้องโดย ร้อยโทหญิง ภิสา สวนศรี

เพลงไร้รักไร้ผล เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ประพันธ์ทำนองโดย นายเอื้อ สุนทรสนาน เนื้อหาของบทเพลงมุ่งเน้นการปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของความรักและความสามัคคี ซึ่งเป็นรากฐานจำเป็นในการพัฒนาประเทศชาติให้มีความแข็งแกร่งและมั่นคง บทเพลงนี้สื่อสารนัยสำคัญว่า พลังแห่งความสมานฉันท์และการร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติหน้าที่ของคนในชาติจะนำไปสู่ความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรือง หากส่วนรวมขาดซึ่งความกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว การดำเนินกิจการงานใดเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองย่อมไม่อาจสัมฤทธิผลได้โดยสมบูรณ์

เรานี้เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง
ควรคำนึงถึงชาติศาสนา
ไม่ควรให้เสียทีที่เกิดมา
ในหมู่ประชาชาวไทย
แม้ใครตั้งจิตรักตัว
จะมัวนอนนิ่งอยู่ไฉน
ควรจะร้อนอกร้อนใจ
เพื่อให้พรั่งพร้อมทั่วตน
ชาติใดไร้รักสมัครสมาน
จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล
แม้ชาติย่อยยับอับจน
บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร

เพลงไทยสามัคคี

ขับร้องโดย นายภูมิ แก้วฟ้าเจริญ

เพลงไทยสามัคคี เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า จากบทละครคำกลอนเรื่องพระร่วง ในตอนที่พระร่วงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติและพระราชทานพระราโชวาทแก่ชาวเมืองสุโขทัย ประพันธ์ทำนองโดย นายเอื้อ สุนทรสนาน เนื้อหาของบทเพลงมุ่งเน้นการปลุกใจให้ประชาชนมีความรักใคร่กลมเกลียวและมีไมตรีจิตต่อกัน เพื่อความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของบ้านเมือง บทเพลงนี้สะท้อนถึงพระบรมราโชบายในการปกครองที่ใช้ความสามัคคีเป็นที่ตั้ง โดยถือเป็นหัวใจสำคัญในการธำรงรักษาเอกราชและสร้างความสงบสุขร่มเย็นให้แก่ประเทศชาติ

อย่าเห็นแก่ตัวมัวพะวง
ลุ่มหลงริษยาไม่ควรที่
อย่าต่างคนต่างแข่งกันแย่งดี
อย่าให้ช่องไพรีที่มุ่งร้าย
แม้เราริษยากันและกัน
ไม่ช้าพลันจะพากันฉิบหาย
ระวังการยุยงส่งร้าย
นั่นแหละเครื่องทำลายสามัคคี
คณะใดศัตรูผู้ฉลาด
หมายมาดทำลายให้เร็วรี่
ก็ยุแยกให้แตกสามัคคี
เช่นกษัตริย์ลิจฉวีวงศ์โบราณ
พราหมณ์ผู้เดียวรับใช้ไปยุแหย่
สาระแนยุญาติให้แตกฉาน
จนเวลาศัตรูจู่ไปราญ
มัวเกี่ยงกันเสียการเสียนคร
ฉะนั้นไซร้ขอไทยจงร่วมรัก
จงร่วมสมัครสโมสร
เอาไว้เผื่อเมื่อมีไพรีรอน
จะได้สู้ดัสกรด้วยเต็มแรง

เพลงเกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย

ขับร้องโดย จ่าเอกหญิง ไตรสิกขา พึงชุ่มชื่น

เพลงเกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ลำดับที่ ๒๖ ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขณะประทับอยู่ที่วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน ใน พ.ศ. ๒๕๐๐ เพื่อพระราชทานให้เป็นเพลงประจำวงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ ซึ่งเป็นวงที่สืบเนื่องมาจากวงลายคราม ใช้บรรเลงเป็นเพลงสุดท้ายก่อนเลิกเล่นดนตรี และพระราชทานเพลงนี้ออกบรรเลงในงานสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ นายวิชัย โกกิละกนิฐ เป็นผู้ประพันธ์คำร้องบทเพลงพระราชนิพนธ์ไกลกังวลถวาย ต่อมา นายราอูล มังกลาปุส อดีตสมาชิกวุฒิสภาของประเทศฟิลิปปินส์ ได้ประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษบทเพลงพระราชนิพนธ์ When ถวาย เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเจริญพระราชไมตรีกับประเทศฟิลิปปินส์

ใน พ.ศ. ๒๕๑๖ บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ประพันธ์คำร้องภาษาไทย “เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย” เพื่อปลุกจิตสำนึกให้คนไทยรักและหวงแหนแผ่นดินไทย

เกิดเป็นไทยแล้วใจต้องสู้
ถิ่นไทยเรารู้เรารักยิ่ง
ศัตรูหน้าไหนไม่เกรงกริ่ง
หากมาช่วงชิงตายเสียเถิด
เผ่าไทยเดิมล้วนคนใจเด็ด
แกร่งดังเหล็กเพชรชูชาติเชิด
ต่างรักษาไว้แดนกำเนิด
เกิดเป็นไทยแล้วจำใส่ใจ
ปกครองรักษาทำหน้าที่
ห่วงเมืองไทยนี้ให้ยิ่งใหญ่
สิ้นเมืองไทยแล้วใครอยู่ได้
ชาติไทยคงไร้ความเสรี
เผ่าไทยเราพร้อมอาสาสมัคร
เด็ดเดี่ยวยิ่งนักยอมชีพพลี
เสี่ยงภัยทั้งผองปองความดี
ปกป้องปฐพีตายเพื่อไทย

เพลงสยามานุสติ

ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงสยามานุสสติ เป็นบทพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๑ เพื่อปลุกใจให้ทหารและประชาชนตระหนักถึงหน้าที่ในการปกป้องรักษาเอกราชของชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ ต่อมานายนารถ ถาวรบุตร ได้ประพันธ์ทำนองประกอบเพื่อให้เป็นเพลงปลุกใจในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บทเพลงนี้ได้กลายเป็นเพลงสัญลักษณ์สำคัญที่เผยแพร่ผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงของกองทัพในวาระต่าง ๆ โดยมีเนื้อหาที่เน้นย้ำถึงความรักชาติและการสละชีพเพื่อรักษาอธิปไตย ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและเครื่องเตือนใจให้คนไทยมีความสามัคคีห่วงแหนแผ่นดินเกิด

หากสยามยังอยู่ยั้ง
ยืนยง
เราก็เหมือนอยู่คง
ชีพด้วย
หากสยามพินาศลง
ไทยอยู่ ได้ฤา
เราก็เหมือนมอดม้วย
หมดสิ้น สกุลไทย
ใครรานใครรุกด้าว
แดนไทย
ไทยรบจนสุดใจ
ขาดดิ้น
เสียเนื้อเลือดหลั่งไหล
ยอมสละ สิ้นแล
เสียชีพไป่เสียสิ้น
ชื่อก้อง เกียรติงาม

เพลงมหาอาณาจักรไทย

ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงมหาอาณาจักรไทย เป็นบทเพลงปลุกใจที่ประพันธ์คำร้องโดย หม่อมเจ้าศิวากร วรวรรณ และทำนองโดย นายนารถ ถาวรบุตร เป็นบทเพลงสำคัญที่ใช้บรรเลงในกิจกรรมของกองเสือป่า เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจในเกียรติภูมิของชาติไทย เนื้อหาของบทเพลงมุ่งเน้นการปลุกจิตสำนึกให้พสกนิกรและเหล่าทหารเสือป่ามีความจงรักภักดีและตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของแผ่นดินไทยสืบเนื่องมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ด้วยท่วงทำนองที่สง่างามและการถ่ายทอดที่เปี่ยมด้วยพลัง บทเพลงนี้จึงเป็นสื่อกลางในการปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติและการธำรงไว้ซึ่งความเป็นเอกราชของมหาอาณาจักรไทยให้ยั่งยืนสถาพร

หากสยามยังอยู่ยั้ง
ยืนยง
เราก็เหมือนอยู่คง
ชีพด้วย
หากสยามพินาศลง
ไทยอยู่ ได้ฤา
เราก็เหมือนมอดม้วย
หมดสิ้น สกุลไทย
ไทย ไทย ไทย จงใหญ่ไชโย
ไทย ไทย ไทย ไทย ไทย ไทย ไทย ไทย จงใหญ่ไชโย
เลือดเรารู้จางหรือเป็นอย่างไร มีอยู่แยะไปไกลถิ่นหลวง
มารวมเป็นแผ่นแคว้นทั้งปวง ต่างหวงทุกหยาดชาติเชื้อไทย
เกิดมาทั้งหมดรู้อดและทน โยนแอกของคนอื่นออกไป
เกิดมารู้เถิดเกิดเป็นไทย กำเนิดไทยเชื้อไทยใหญ่ไชโย
หากสยามยังอยู่ยั้ง
ยืนยง
เราก็เหมือนอยู่คง
ชีพด้วย
หากสยามพินาศลง
ไทยอยู่ ได้ฤา
เราก็เหมือนมอดม้วย
หมดสิ้น สกุลไทย

เพลงศรีอยุธยา

ขับร้องโดย นางสาวกมลพร หุ่นเจริญ และคณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงศรีอยุธยา มีต้นกำเนิดมาจากทำนองเพลงสายสมร ซึ่งเป็นเพลงที่เก่าแก่ที่สุดที่มีหลักฐานบันทึกเป็นโน้ตเพลงไว้ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เรียกกันว่า Siamese Song เนื้อร้องขึ้นต้นว่า “สายสมรเอยลูกประคำซ้อนเสื้อ...” คนทั่วไปเรียกกันว่าเพลงสายสมร ต่อมานายฟุสโก นายกองดุริยางค์ทหารเรือสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้นำมาเรียบเรียงสำหรับวงดุริยางค์ทหารเรือและสำหรับเปียโน ปรากฏในหนังสือพระเจ้าช้างเผือก เรียกชื่อว่า เพลงสรรเสริญพระนารายณ์ จนกระทั่งเมื่อมีการสร้างภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก ในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) จึงได้นำทำนองเพลงสายสมรมาเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับวงดุริยางค์สากลแล้วตั้งชื่อใหม่ว่า “ศรีอยุธยา” โดยมีนาวาอากาศเอก สวัสดิ์ ฑิฆัมพร เป็นผู้ประพันธ์คำร้อง ที่มุ่งเน้นการเชิดชูเกียรติภูมิและความรุ่งเรืองของราชธานีศรีอยุธยา นอกจากนี้ นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญด้านดุริยางค์ไทย ยังได้นำบทเพลงนี้มาปรับปรุงเรียบเรียงใหม่เพื่อให้มีความสมบูรณ์สอดคล้องกับการบรรเลงร่วมกันระหว่างเครื่องดนตรีไทยและสากล บทเพลงศรีอยุธยาจึงนับเป็นมรดกทางคีตศิลป์ที่หลอมรวมคุณค่าจากหลายยุคสมัยและสะท้อนถึงความภาคภูมิใจในเอกราชของชาติอย่างสง่างาม

ทวยเทพไทย ใหญ่น้อย ลอยอยู่บนนภา
ข้าขอวันทา ไทยเทวาธิราช ประสาทอยู่คุ้มครองไทย
ขออัญชลี อานุภาพวิญญาณไทย นิมิตชนชาติกาจไกร
ศรี ศรีอยุธยา ไทย ไม่สุดสิ้นคนดี
ศรี ศักดิ์ ไทยคงไทย ทุกสมัยไทย
เรืองฤทธิ์เกริกไกร ไชโย

ไทยวัฒนธรรม ศิลปกรรมอันสูงศักดิ์
อยู่กินพำนัก สืบเชื้อสายอันเลิศล้ำ ศิลปกรรมสูงส่ง
ไทยวัฒนธรรม ศิลปกรรมป้องกันภัย
บันดาลวัฒนชัย แสนวิจิตรประดิษฐ์ล้ำ วัฒนธรรมสูงส่ง
ข้าจะมั่นอุรา ในประชาชาวไทย
รวมน้ำใจไว้มั่น ผูกพันเสริมส่ง
ด้วยสัจจะวจี สามัคคีของไทย
รวมน้ำใจไว้มั่น ผูกพันเสริมส่ง
ข้าขออัญเชิญ เทพบุตร เทพอัปสร
โปรดอำนวยพร ให้ประเทศชาติไทยยืนยง
ข้าขออัญเชิญ เทพบุตร เทพอัปสร
โปรดอำนวยพร ให้ประเทศชาติไทยยืนยง
เราขอบวงสรวง ปวงเทพนิกร
โปรดอำนวยพร ให้พระพุทธศาสน์มั่นคง
ข้าขอทูลเชิญ อมรินทร์ได้โปรดทรง
บริรักษ์องค์ มหาราช ปราศภัย ไชโย

เพลงคิดถึง

ขับร้องโดย นายกรวิช เทพหัสดิน ณ อยุธยา

เพลงคิดถึง ประพันธ์คำร้องโดย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ โดยได้นำทำนองมาจากท่อนช้าของบทเพลงไวโอลินคอนแชร์โต Zigeunerweisen (หรือที่รู้จักในชื่อ Gypsy Airs) ผลงานชิ้นเอกของ Pablo de Sarasate คีตกวีและนักไวโอลินชาวสเปนผู้ยิ่งใหญ่แห่งคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งประพันธ์ขึ้นในปี ค.ศ. ๑๘๗๘ ด้วยแรงบันดาลใจจากจินตนาการอันโรแมนติกและวิถีชีวิตเร่ร่อนของชาวยิปซี สำหรับประเทศไทย บทเพลงนี้ได้รับการบันทึกเสียงครั้งแรกโดย นายเฉลา ประสพศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ด้วยเนื้อร้องที่ถ่ายทอดความรู้สึกถวิลหาได้อย่างลึกซึ้งและท่วงทำนองที่เปี่ยมด้วยสุนทรียภาพ เพลงคิดถึงจึงกลายเป็นบทเพลงอมตะที่อยู่ในความทรงจำและสร้างความประทับใจให้แก่คนไทยต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

จันทร์กระจ่างฟ้านภาประดับดาว
โลกสวยราวเนรมิตประมูลเมืองแมน
ลมโชยกลิ่นมาลากระจายดินแดน
เรียมนี้แสนคะนึงถึงน้องนวลจันทร์
งามใดหนอจะพอทัดเทียบเปรียบน้อง
เจ้างามต้องตาพี่ไม่มีใครเหมือน
ถ้าหากน้องอยู่ด้วยและช่วยชมเดือน
โลกจะเหมือนเมืองแมนแม่นแล้วนวลเอย

เพลงภิรมย์รัก

ขับร้องโดย นางสาวธีรนัยน์ ณ หนองคาย
แซกโซโฟนโดย นายเศกพล อุ่นสำราญ

เพลงภิรมย์รัก เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ลำดับที่ ๓๐ เป็นเพลงหนึ่งในชุด “Kinari Suite” ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. ๒๕๐๒ ประกอบการแสดงระบำบัลเลต์ชุด “มโนห์รา” ทรงแยกและเรียบเรียงเสียงประสานด้วยพระองค์เองทั้งชุด โปรดเกล้าฯ ให้วงดนตรีสุนทราภรณ์บรรเลงประกอบการแสดงบัลเลต์ชุดมโนห์รา ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงควบคุมการฝึกซ้อมด้วยพระองค์เอง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงนิพนธ์คำร้องภาษาอังกฤษ “A Love Story” และพลเรือตรี ปรีชา ดิษยนันทน์ ประพันธ์คำร้องภาษาไทย “ภิรมย์รัก”

ไร้คนเคียงข้าง
โลกอ้างว้างหมางอารมณ์เศร้า
ทิวาราตรีตรมซบเซา
ส่งความอับเฉาสู่ดวงใจ
ไร้เธอหมายมั่น
สุดโศกศัลย์ทุกวันหมองไหม้
เสียงครวญมวลวิหคหายไป
ไม่มีแห่งไหนดอกไม้บาน
กามเทพส่งเธอมา
แอบอุรารำพัน
เพ้อพร่ำเพลงรักฝากชีวัน
ฉันยังฝังใจภิรมย์
รักที่เธอให้
โลกสดใสดวงใจหายตรม
เหลียวดูทางใดชวนหวนชม
ด้วยรักสุขสมจนนิรันดร์

เพลงความฝันอันสูงสุด

ขับร้องโดย นายตุลานันท์ นรเศรษฐ์พิศาล

เพลงความฝันอันสูงสุด เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ลำดับที่ ๔๓ ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. ๒๔๑๔ ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เล่าไว้ในหนังสือ “ภิรมย์รัตน์” ว่า เมื่อตามเสด็จฯ ไปอยู่ที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้รับพระราชเสาวนีย์จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เขียนบทกลอนแสดงความนิยมส่งเสริมคนดีให้มีกำลังใจทำงานเพื่ออุดมคติเพื่อประเทศชาติ

“ข้าพเจ้าค่อย ๆ คิดหาคำ กลั่นกรองให้ตรงกับความหมายเท่าที่จะสามารถ แล้วทูลเกล้าฯ ถวายทอดพระเนตร ทรงพระกรุณาติชม จนผลสุดท้ายออกมาเป็นกลอน ๕ บท… ความบันดาลใจในเรื่องนี้มีที่มาจากการสังเกตของข้าพเจ้า ได้รู้เห็นพระราชอัธยาศัย พระราชจริยวัตร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประพฤติปฏิบัติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันไม่เสื่อมคลาย”

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดให้พิมพ์บทกลอนนี้ลงในกระดาษการ์ดแผ่นเล็ก ๆ พระราชทานข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน และผู้ทำงานเพื่อประเทศชาติ เตือนสติมิให้ท้อถอยในการทำความดี เพราะบ้านเมืองขณะนั้นยุ่งอลเวง น่าเป็นห่วงอนาคตของประเทศชาติ

ต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้กราบบังคมทูลขอให้ทรงใส่ทำนองเพลงในคำกลอน “ความฝันอันสูงสุด” ดังที่เป็นเพลงพระราชนิพนธ์รู้จักกันแพร่หลายทุกวันนี้ นับเป็นเพลงพระราชนิพนธ์แรกที่ได้ทรงจากคำร้อง

ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ
ขอสู่ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว
ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ
ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง
จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด
จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง
จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา
ไม่ท้อถอยคอยสร้างสิ่งที่ควร
ไม่เรรวนพะว้าพะวังคิดกังขา
ไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา
ไม่เสียหายชีวาถ้าสิ้นไป
นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง
หมายผดุงยุติธรรม์อันสดใส
ถึงทนทุกข์ทรมานนานเท่าใด
ยังมั่นใจรักชาติองอาจครัน
โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่
เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน
คงยืนหยัดสู้ไปใฝ่ประจัญ
ยอมอาสัญก็เพราะปองเทิดผองไทย

เพลงรักกันไว้เถิด

ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงรักกันไว้เถิด ประพันธ์คำร้องและทำนองโดย นายนคร ถนอมทรัพย์ รังสรรค์ขึ้นในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ เพื่อเป็นสื่อกลางในการเสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีให้เกิดขึ้นในจิตใจของคนไทยทุกคน เนื้อหาของบทเพลงเน้นย้ำถึงความผูกพันของคนในชาติ โดยเปรียบประเทศไทยเป็นเสมือนแผ่นดินแม่ ที่โอบอุ้มทุกคนไว้ด้วยความเมตตา ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีเชื้อชาติหรือที่มาแตกต่างกันเพียงใด แต่เมื่อได้อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ย่อมถือเป็นคนไทยที่มีสายเลือดและรากเหง้าเดียวกันทั้งสิ้น บทเพลงนี้จึงเป็นเสมือนเครื่องเตือนใจให้คนไทยรักและเกื้อกูลกัน เพื่อธำรงรักษาความสงบสุขและความเป็นปึกแผ่นของประเทศชาติให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง

รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย
จะเกิดภาคไหนไหน ก็ไทยด้วยกัน
เชื้อสายประเพณี ไม่มีกีดกั้น
เกิดใต้ธงไทยนั้น ปวงชนทุกคนคือไทย
ท้องถิ่นแหลมทอง เหมือนท้องของแม่
เกิดถิ่นเดียวกันแท้ เหมือนแม่เดียวกันใช่ไหม
ยามฉันมองตาคุณ อบอุ่นดวงใจ
เห็นสายเลือดไทย ในสายตาบอกสายสัมพันธ์
ทะเลแสนงาม ในน้ำมีปลา
พืชพันธุ์เกลื่อนตาตาม ไร่นารวงทองไสว
สินทรัพย์มีเกลื่อนกล่น บรรพชนให้ไว้
เราลูกหลานไทย จงร่วมใจรักษาให้มั่น
แหลมทองโสภา ด้วยบารมี
ปกเกล้าเหล่าไทยนี้ ร่มเย็นเป็นศรีผ่องใส
ใครคิดบังอาจหมิ่น ถิ่นทององค์ไท้
เราพร้อมพลีใจ ป้องถิ่นไทยและองค์ราชันย์

เพลงเราสู้

ขับร้องโดย ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงเราสู้ เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ลำดับที่ ๔๔ ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง ใส่คำร้องที่ นายสมภพ จันทรประภา ประพันธ์เป็นกลอนสุภาพ ๔ บท ใน พ.ศ. ๒๕๑๖ นายสมภพ ได้ขอพระราชทานพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่สมาชิกสภานิติบัญญัติ ประกอบด้วย ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ และประชาชน ซึ่งได้จัดแข่งฟุตบอล เพื่อนำรายได้ทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล และเข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน มาเขียนเป็นคำกลอนถวาย

เมื่อทรงเกิดแรงบันดาลพระราชหฤทัยที่จะทรงพระราชนิพนธ์เพลง “เราสู้” ก็ทรงหยิบซองจดหมายใกล้พระหัตถ์มาตีบรรทัดห้าเส้น เพื่อทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง เมื่อแล้วเสร็จก็พระราชทานให้วงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ ซึ่งกำลังบรรเลงอยู่ในงานวันขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ นำออกบรรเลง ณ พระราชวังบางปะอิน จากนั้นได้ทรงนำกลับไปแก้ไขก่อนจะพระราชทานออกมาให้วงดนตรี อ.ส. วันศุกร์ บรรเลง และทรงแก้ไขอีกจนพอพระราชหฤทัย นับเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๒ ที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองจากคำร้อง

บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ
ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเหย้า
เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา
หน้าที่เรารักษาสืบไป
ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้า
จะได้มีพสุธาอาศัย
อนาคตจะต้องมีประเทศไทย
มิยอมให้ผู้ใดมาทำลาย
ถึงขู่ฆ่าล้างโคตรก็ไม่หวั่น
จะสู้กันไม่หลบหนีหาย
สู้ตรงนี้สู้ที่นี่สู้จนตาย
ถึงเป็นคนสุดท้ายก็ลองดู
บ้านเมืองเราเราต้องรักษา
อยากทำลายเชิญมาเราสู้
เกียรติศักดิ์ของเราเราเชิดชู
เราสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว

เพลงเกียรติศักดิ์ทหารเสือ

ขับร้องโดย สิบตรี พันธนนท์ วังกะหาด และคณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงเกียรติศักดิ์ทหารเสือ เดิมเป็นบทพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๔๙๕ นายศักดิ์เกษม หุตาคม หรืออิงอร ได้อัญเชิญบทพระราชนิพนธ์ดังกล่าวมาเป็นส่วนสำคัญในเพลงประกอบละครเวทีเรื่องเกียรติศักดิ์ทหารเสือ ประพันธ์ทำนองโดย นายสง่า อารัมภีร และสุนทรียา ณ เวียงกาญจน์ ด้วยทำนองที่สง่างามและหนักแน่น บทเพลงนี้มุ่งเน้นการเชิดชูความซื่อสัตย์ รักเกียรติยศ และความเสียสละของทหารผู้ปกป้องแผ่นดิน จนกลายเป็นบทเพลงอมตะที่ทำหน้าที่หลอมรวมความรักชาติและย้ำเตือนให้คนในชาติยึดมั่นในอุดมการณ์ความดีงามเพื่อส่วนรวมอย่างไม่เสื่อมคลาย

มโนมอบพระผู้
สถิตอยู่ยอดสวรรค์
แขนถวายให้ทรงธรรม์
พระผ่านเผ้าเจ้าชีวา
ดวงใจให้ขวัญจิต
ยอดชีวิตและมารดา
เกียรติศักดิ์รักของข้า
ชาติชายแท้แก่ตนเอง
มโนมอบพระผู้
เสวยสวรรค์
แขนมอบถวายทรงธรรม์
เทอดหล้า
ดวงใจมอบเมียขวัญ
และแม่
เกียรติศักดิ์รักข้า
มอบไว้แก่ตัว

เพลงมาร์ชราชวัลลภ

ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงมาร์ชราชวัลลภ เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ลำดับที่ ๗ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ชื่อ “ราชวัลลภ” และพระราชทานเป็นเพลงประจำกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ เพื่อไว้ใช้ในพิธีสวนสนาม หลังจากนั้น ผู้บัญชาการกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ ได้มอบหมายให้พันตรี ศรีโพธิ์ ทศนุต แต่งคำร้องภาษาไทยถวาย มีห้องเพลงยาวกว่าเดิม จึงขอพระราชทานทำนองเพิ่มเติมเพื่อให้เข้ากับคำร้อง ในการแก้ไขทำนองให้เข้ากับคำร้องนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เป็นผู้แก้ไข หลังจากนั้นได้พระราชทานนามเพลงที่แก้ไขใหม่นี้ว่า “มาร์ชราชวัลลภ” เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕

เราทหารราชวัลลภรักษาองค์
พระมหากษัตริย์สูงส่งล้วนแต่องอาจแข็งแรง
เราทุกคนบูชากล้าหาญ วินัยเทิดเกียรติชาติไว้ทุกแห่ง
ใจดุจเหล็กเพชรแข็งแกร่ง มิกลัวใคร
เราเป็นกองทหารประวัติการณ์ก่อเกิด
กำเนิดกองทัพบกชาติไทย
เราทุกคนภูมิใจ ได้รับไว้วางพระราชหฤทัย
พิทักษ์สมเด็จเจ้าไทย ตลอดในพระวงศ์จักรี
เราทหารราชวัลลภรักษาองค์
จะถวายสัตย์ซื่อตรงองค์ราชาราชินี
ถ้าแม้นมีภัยพาลอวดหาญ มิเกรงดูหมิ่นข่มเหงย่ำยี
เราจะถวายชีวี มิหวาดหวั่น
จะลุยเลือดสู้ตายจะเอากายป้องกัน
เป็นเกราะทองรบประจัญศัตรู
ฝากฝีมือปรากฏ เกียรติยศฟุ้งเฟื่องกระเดื่องกองทัพบกไทย
ไว้นามเชิดชูราชวัลลภคู่ปฐพี

เพลงราชสวัสดิ์

ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

ราชสวัสดิ์ มีเนื้อหาอันเป็นแนวทางปฏิบัติตนของผู้ที่จะรับใช้ใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ หลักการนี้ปรากฏหลักฐานทางวรรณกรรมไทยที่เก่าแก่ที่สุดในรูปแบบโคลงราชสวัสดิ์ ซึ่งมีบันทึกสืบเนื่องมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมุ่งวางระเบียบแบบแผนและจริยธรรมให้แก่ข้าราชสำนักสืบมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับราชสวัสดิ์ ๑๐ ประการ ซึ่งเป็นที่แพร่หลายในปัจจุบันนั้น ปรากฏเนื้อความสำคัญในวรรณคดีเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ ตอนที่ ๑๕ ขุนแผนต้องพรากนางลาวทอง เป็นตอนที่นางทองประศรีสอนขุนแผนก่อนจะเข้าไปถวายตัวในวังของสมเด็จพระพันวสา โดยย้ำเตือนให้หมั่นศึกษาและยึดมั่นในระเบียบประเพณีเพื่อสนองเบื้องพระยุคลบาทได้อย่างถูกต้อง คำสอนดังกล่าวสรุปข้อควรปฏิบัติและข้อควรระวังไว้เป็นคำกลอนที่วิจิตรบรรจง ครอบคลุมทั้งจริยธรรมในการครองตนและการครองงาน เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่และเป็นหลักในการดำเนินชีวิตที่ดีงาม รวมทั้งสิ้น ๑๐ ประการ ราชสวัสดิ์จึงมิใช่เพียงกฎระเบียบ แต่เป็นมรดกทางปัญญาและจริยธรรมที่สะท้อนวิถีการรับราชการไทย ซึ่งยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาอย่างยาวนาน

โบราณว่าเป็นข้าจอมกษัตริย์
ราชสวัสดิ์ต้องเพียรเรียนรักษา
ท่านกำหนดจดไว้ในตำรา
มีมาแต่โบราณช้านานครัน
หนึ่งวิชาสามารถมีอย่างไร
ไม่ปิดไว้ให้ท่านทราบทุกสิ่งสรรพ์
หนึ่งกล้าหาญทำการถวายนั้น
มุ่งมั่นจนสำเร็จเจตนา
หนึ่งมิได้ประมาทราชกิจ
ชอบผิดตริตรึกหมั่นศึกษา
หนึ่งสัตย์ซื่อถือธรรมจรรยา
เหมือนสมาทานศีลไว้มั่นคง
หนึ่งเสงี่ยมเจียมตัวไม่กำเริบ
เอื้อมเอิบหยิ่งเย่อเพ้อหลง
หนึ่งอยู่ใกล้ชิดติดพระองค์
ไม่ทำเทียมด้วยทะนงพระกรุณา
หนึ่งไซร้ไม่ร่วมราชาอาสน์
ด้วยอุบาทว์จัญไรเป็นหนักหนา
หนึ่งเข้าเฝ้าสังเกตซึ่งกิจจา
ไม่ใกล้ไกลไปกว่าสมควรการ
หนึ่งผู้หญิงชาวในไม่พันพัว
เล่นหัวผูกรักสมัครสมาน
หนึ่งสามิภักดิ์รักใคร่ในภูบาล
ถึงถูกกริ้วทนทานไม่ตอบแทน

พันเอกพิเศษ ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์

ผู้ควบคุมวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย Thailand Philharmonic Orchestra (TPO)

พันเอกพิเศษ ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ ผู้ควบคุมวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย เรียนดนตรีจากโรงเรียนดุริยางค์ทหารบก ก่อนจะได้รับทุนการศึกษาไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยดนตรีในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สาขาการประพันธ์เพลงและการอำนวยเพลง เมื่อสำเร็จการศึกษาได้กลับมารับราชการอยู่ที่กองดุริยางค์ทหารบก และศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาวิชาการประพันธ์เพลง จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ด้วยความรู้ความสามารถอันเป็นที่ประจักษ์จึงได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญระดับชาติ ในการเรียบเรียงเสียงประสานบทเพลงที่ใช้ในพิธีการสำคัญ อาทิ บทเพลงสำหรับงานพิธีสวนสนามของเหล่าทัพ บทเพลงในริ้วขบวนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และบทเพลงในริ้วขบวนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในฐานะผู้ประพันธ์เพลงและผู้อำนวยเพลง พันเอกพิเศษ ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ เป็นกำลังหลักในการสร้างสรรค์ผลงานให้แก่วงกรมดุริยางค์ทหารบก รวมถึงการเรียบเรียงบทเพลงและอำนวยเพลงให้วงดนตรีชั้นนำระดับประเทศ อาทิ วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra) วงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้า (Thai Symphony Orchestra) และวง ดร.แซกเชมเบอร์ออร์เคสตร้า (Dr. Sax Chamber Orchestra) โดยมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการเรียบเรียงเสียงประสานบทเพลงไทย เพลงประจำชาติ และเพลงพื้นบ้านสู่รูปแบบสากล ซึ่งมีผลงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ไม่ต่ำกว่า 400 บทเพลง ส่งผลให้บทเพลงไทยขยายฐานผู้ฟังไปสู่กลุ่มเยาวชนและสาธารณชนอย่างกว้างขวาง พันเอกพิเศษ ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ จึงถือเป็นบุคลากรทางดนตรีคนสำคัญของยุคสมัย เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวงการดนตรีของชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต

วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย

(Thailand Philharmonic Orchestra; TPO)

วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra, TPO) ถูกก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2548 ภายใต้วิสัยทัศน์ของ รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข เพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางศิลปะของประเทศไทยสู่เวทีโลก ภายใต้การนำของ Gudni Emilsson ผู้อำนวยการดนตรีคนแรก วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทยได้สร้างสรรค์เสียงดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์และวางรากฐานทางดนตรีและศิลปะอันแข็งแกร่งที่ก้องกังวานไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในระดับสากล

ต่อมาวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทยได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องภายใต้การนำของ Alfonso Scarano และ Carl St.Clair ผู้อำนวยการดนตรีคนปัจจุบัน ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีวงออร์เคสตราได้ร่วมงานกับวาทยกรที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก อาทิ Kahchun Wong, Ligia Amadio, Claude Villaret, Jeffery Meyer, Johannes Klumpp, Delta David Gier และTerje Mikkelsen ตลอดจนนักดนตรีชั้นแนวหน้า ได้แก่ Mischa Maisky, Ray Chen, Sumi Jo, Kristóf Baráti, Alexander Kobrin, Sergei Nakariakov และ Joseph Alessi ตอกย้ำความโดดเด่นในระดับนานาชาติและความลึกซึ้งทางดนตรีซึ่งเสริมสร้างบทบาทของวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านวัฒนธรรม

วง TPO ได้จัดคอนเสิร์ตใหญ่กว่าสามสิบครั้งในแต่ละฤดูกาล ณ หอแสดงดนตรีมหิดลสิทธาคาร (Prince Mahidol Hall) มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา หอแสดงดนตรีชั้นนำซึ่งรองรับผู้ฟังได้ถึง 2,000 ที่นั่ง นำเสนอผลงานตั้งแต่บทเพลงคลาสสิกชั้นยอด ผลงานด้านวัฒนธรรมไทย ตลอดจนผลงานเพลงจากวัฒนธรรมสมัยนิยม อีกทั้งทำหน้าที่เป็นเวทีแห่งนวัตกรรมทางศิลปะ ยกระดับนักประพันธ์เพลงชาวไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านการสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานใหม่

ในปัจจุบัน ภายใต้วิสัยทัศน์ของ ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ ผู้อำนวยการบริหารวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย และคณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล วง TPO ได้รับบทบาทอันสำคัญในฐานะรากฐานทางวัฒนธรรม และเป็นเวทีในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่นำพาด้วยความคิดสร้างสรรค์ และความทะเยอทะยาน ผ่านพันธกิจหลักในการสร้างแรงบันดาลใจ สร้างการมีส่วนร่วม และยกระดับอนาคตของดนตรีในประเทศไทยสู่เวทีโลก

คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

MU Choir

คณะนักร้องประสานเสียงมหาวิทยาลัยมหิดล ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยมหิดลในการขับร้องและแสดงในงานพิธี งานเฉลิมฉลอง และกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย รวมถึงการก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองในวโรกาสมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554 สมาชิกของคณะนักร้องประกอบด้วยนักศึกษาจากหลากหลายคณะและสาขาวิชา สะท้อนถึงความหลากหลายทางวิชาการและความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรมภายในมหาวิทยาลัย

คณะนักร้องประสานเสียงมหาวิทยาลัยมหิดลได้แสดงต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรกในโครงการประกวดการขับร้องเพลงประสานเสียงอุดมศึกษา เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมาตรฐานทางศิลปะที่โดดเด่น คณะนักร้องได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเวทีการขับร้องประสานเสียงระดับนานาชาติ

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน คณะนักร้องประสานเสียงมหาวิทยาลัยมหิดลได้เข้าร่วมการแข่งขันและการแสดงในระดับนานาชาติในประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ประเทศไทย รัสเซีย สโลวาเกีย ลิทัวเนีย โปแลนด์ เยอรมนี สหราชอาณาจักร ออสเตรียสาธารณรัฐเช็ก อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และอิตาลี และได้รับรางวัลระดับเหรียญทองและเหรียญเงินจากหลายเวทีการแข่งขันสำคัญ สะท้อนถึงคุณภาพทางศิลปะและมาตรฐานการแสดงในระดับสากล

ความสำเร็จที่โดดเด่นสูงสุดของคณะนักร้องประสานเสียงมหาวิทยาลัยมหิดล คือการได้รับ รางวัลชนะเลิศสูงสุด (Grand Prize) จากการแข่งขัน Festival of Songs ณ เมือง Olomouc สาธารณรัฐเช็ก เมื่อปี 2017 ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดที่มอบให้แก่วงขับร้องที่โดดเด่นที่สุดในการแข่งขัน ทั้งนี้คณะนักร้องประสานเสียงมหาวิทยาลัยมหิดลเป็น วงขับร้องประสานเสียงจากประเทศไทยวงแรก และจนถึงปัจจุบันยังคงเป็นวงเดียว ที่ได้รับรางวัล Grand Prize จากการแข่งขันขับร้องประสานเสียงระดับนานาชาติ

นอกเหนือจากความสำเร็จในการแข่งขัน คณะนักร้องประสานเสียงมหาวิทยาลัยมหิดลยังมีบทบาทสำคัญในการแสดงผลงานดนตรีขนาดใหญ่ร่วมกับ Thailand Philharmonic Orchestra ในบทประพันธ์ระดับโลก อาทิ Symphony No. 2 (Resurrection) และ Symphony No. 3 โดย Gustav Mahler, Symphony No. 9 และ Choral Fantasy โดย Ludwig van Beethoven, รวมถึง Carmina Burana โดย Carl Orff และ Cavalleria Rusticana โดย Pietro Mascagni การแสดงผลงานเหล่านี้สะท้อนถึงศักยภาพทางดนตรีขั้นสูง ความเป็นมืออาชีพ และบทบาทของคณะนักร้องประสานเสียงมหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะกำลังสำคัญของวงการดนตรีคลาสสิกและการขับร้องประสานเสียงของประเทศไทยในระดับนานาชาติ

Artists

ศิลปิน