ที่มาและความสำคัญ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่า ทั้งด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม การอนุรักษ์ผ้าไทย และการส่งเสริมศิลปะดนตรีให้เป็นพลังแห่งความสามัคคีของชาติ ปวงชนชาวไทยต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระคุณูปการของพระองค์ท่านอย่างต่อเนื่อง

ดนตรีเป็นสื่อสำคัญที่ทรงคุณค่า เป็นภาษาสากลที่สามารถเข้าถึงจิตใจของผู้คน และเป็นพลังแห่งความงดงามที่หลอมรวมความรู้สึกของประชาชนให้เกิดความรัก ความห่วงใย และความผูกพันต่อแผ่นดินไทย ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ และวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra; TPO) จึงได้ร่วมกันจัดแสดงคอนเสิร์ต “เพลงรักชาติ (National Unity Concert)” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระพันปีหลวงอย่างสมพระเกียรติ โดยมุ่งถ่ายทอดพลังแห่งดนตรีผ่านบทเพลงแห่งความจงรักภักดี บทเพลงพระราชนิพนธ์ บทเพลงเชิดชูสถาบัน บทเพลงรักชาติ และบทเพลงทรงโปรด เพื่อเป็นสื่อกลางในการปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทุกหมู่เหล่ารวมพลังแห่งความรัก ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในความเป็นไทย อีกทั้งเป็นโอกาสในการสืบสานพระราชปณิธานในการใช้ดนตรีและศิลปะเป็นพลังสร้างสรรค์เพื่อสังคม


วัตถุประสงค์

  • 1. เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
  • 2. เพื่อแสดงความอาลัยถวายอย่างสมพระเกียรติ และเทิดพระเกียรติคุณด้านศิลปะ ดนตรี และวัฒนธรรมที่พระองค์ทรงทำนุบำรุงไว้
  • 3. เพื่อใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางแห่งความรัก ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในความเป็นไทย
  • 4. เพื่อสืบสานพระราชปณิธานด้านศิลปะและดนตรี ให้คงอยู่และส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่
  • 5. เพื่อยกระดับบทบาทของวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra; TPO) และวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการสร้างสรรค์ดนตรีเพื่อสังคมและประเทศชาติ
  • 6. เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชน ในการร่วมกันแสดงความจงรักภักดี

PROGRAMS

รอบการแสดง

7 มีนาคม 2569

เวลา 19:00 น. / รอบผู้สนับสนุนและสื่อมวลชน

หอแสดงมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

8 มีนาคม 2569

เวลา 16:00 น. / รอบบุคคลทั่วไป

หอแสดงมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

สำรองบัตร

DESCRIPTION

รายละเอียดเพลง

เพลงชาติไทย

ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงชาติไทย ประพันธ์ทำนองโดย พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 บรรเลงครั้งแรกวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ประพันธ์เนื้อร้องฉบับปัจจุบันโดย หลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2482

เนื้อร้องฉบับแรก (ฉบับชั่วคราว) โดยขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ระหว่าง พ.ศ. 2475-2477 เนื้อร้องฉบับที่สองของนายฉันท์ ขำวิไล วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2477 ส่วนเพลงชาติฉบับปัจจุบัน เกิดขึ้นเมื่อ มีการเปลี่ยนจากประเทศสยามมาเป็นประเทศไทย จึงมีการเปลี่ยนเนื้อเพลงชาติใหม่ ซึ่งเป็นเพลงชาติฉบับปัจจุบันและยังใช้ทำนองเพลงชาติเดิม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2482

เพลงชุมนุมเผ่าไทย

(บรรเลง)

เพลงชุมนุมเผ่าไทย เป็นเพลงที่ใช้ในระบำประกอบการแสดงละครเรื่อง “อานุภาพแห่งความเสียสละ” บทประพันธ์ของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ แสดงเมื่อปี พ.ศ. 2498 โดยผู้แสดงแต่งกายเป็นชนเผ่าต่างๆ 6 ชนเผ่าด้วยกัน คือ ไทยกลาง ไทยล้านนา ไทยใหญ่ ไทยล้านช้าง สิบสองจุไท และไทยอาหม บทร้องแต่งโดย พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ทำนองเพลงเรียบเรียงโดยผู้เชี่ยวชาญด้านดุริยางค์ไทยของกรมศิลปากร คือ ครูมนตรี ตราโมท ทำนองเพลงร้องจะแตกต่างกันไปตามสำเนียงของไทยเผ่าต่างๆ โดยมีเพลงไทยกลางซึ่งแต่งขึ้นใหม่ เป็นทำนองเพลงเชื่อมให้มีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ไทยล้านนาใช้ทำนองเพลงแน เป็นทำนองเก่า ไทยใหญ่ใช้ทำนองเพลงเงี้ยว เป็นทำนองเก่า ไทยล้านช้างใช้ทำนองเพลงฝั่งโขง เป็นทำนองเก่า ไทยสิบสองจุไท ใช้ทำนองเพลงสิบสองปันนา ซึ่งแต่งขึ้นใหม่ และทำนองไทยอาหมใช้ทำนองเพลงอาหม ซึ่งแต่งขึ้นใหม่

บทร้องเพลงชุมนุมเผ่าไทย บรรยายให้ทราบถึงชนเผ่าต่างๆ ที่ได้อพยพแยกย้ายกันลงมาตั้งถิ่นฐาน ในส่วนต่างๆ ของพื้นที่แหลมทอง ได้แก่ ไทยกลาง คือ คนไทยในประเทศไทย ไทยล้านนา คือ คนไทยในภาคเหนือ ไทยใหญ่ คือ ไทยใหญ่แคว้นฉานของพม่า ไทยล้านช้าง คือ คนไทยที่อยู่แถบลุ่มแม่น้ำโขง เมืองเวียงจันทน์ หลวงพระบาง ประเทศลาว ไทยสิบสองจุไท คือ คนไทยที่อยู่ในแคว้นสิบสองจุไท ประเทศเวียดนาม และไทยอาหม คือ คนไทยในแคว้นอาหม อยู่ติดกับประเทศปากีสถาน เนื้อร้องมีดังนี้

“นี่พี่น้องของเราไทยล้านนา อยู่กันนานมาแต่ก่อนเก่า ได้ร่วมแรงร่วมใจสร้างไทยเรา เป็นพงศ์เผ่าญาติสนิทและมิตรแท้ นี่ไทยใหญ่อยู่ใกล้ใกล้ทางทิศเหนือ เป็นชาติเชื้อพี่ชายของไทยแน่ ยังรักษาความเป็นไทยไม่ผันแปร ขยายแผ่สาขาตระกูลไทย นี่คือไทยล้านช้างอยู่ข้างเคียง เคยร่วมเรียงอยู่เป็นสุขทุกสมัย แม่น้ำโขงกั้นเขตประเทศไว้ แต่ไม่กั้นดวงใจที่รักกัน นี่พี่น้องชาวสิบสองจุไท เป็นพี่ใหญ่แน่แท้ไม่แปรผัน ต้นเชื้อสายไทยน้อยแหล่งสำคัญ ครั้งสมัยดึกดำบรรพ์ขุนบรม พี่น้องพวกสุดท้ายที่เข้ามา ก็เป็นไทยชื่อว่าไทยอาหม ล้วนเลือดเนื้อเชื้อไทยใฝ่นิยม ให้อาณาประชาคมไทยสมบูรณ์”

เพลงแผ่นดินของเรา

ขับร้องโดย นางสาวลลิต วรเทพนิตินันท์

เพลงแผ่นดินของเรา เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ลำดับที่ 34 เดิมเป็นบทเพลงเพื่อการต้อนรับเจ้าหญิงอเล็กซานดรา (Alexandra) แห่งเคนท์ พ.ศ. 2502 ต่อมาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริให้นำทำนองเพลงอเล็กซานดรามาใส่เนื้อร้องใหม่ โดยท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ตั้งชื่อเพลงใหม่ว่าแผ่นดินของเรา

เพลงบ้านเกิดเมืองนอน

ขับร้องโดย เรืออากาศตรีหญิง กัลยรัตน์ กรสุทธินันท์

เพลงบ้านเกิดเมืองนอน ประพันธ์คำร้องโดย ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ประพันธ์ทำนองโดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน ซึ่งเป็นเพลงที่ชนะการประกวดเพลงปลุกใจ พ.ศ. 2488 เนื้อหาแสดงถึงประเทศไทยที่มีประวัติศาสตร์มาช้านาน และมีความสำคัญที่จะต้องรักษาประเทศชาติเอาไว้ คนไทยไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใดก็มีความรู้สึกผูกพันและคิดถึงแผ่นดินเกิด หากบ้านเมืองล่มสลาย ความสุขของคนในชาติก็จะสลายไป เพลงบ้านเกิดเมืองนอนช่วยสร้างพลังที่เข้มแข็งให้เกิดขึ้นในจิตใจคนไทย และเชื่อมจิตใจคนไว้ด้วยกัน

เพลงไร้รักไร้ผล

ขับร้องโดย ร้อยโทหญิง ภิสา สวนศรี

เพลงไร้รักไร้ผล เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 ประพันธ์ทำนองโดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน เนื้อหาเพลง เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักและสามัคคีในหมู่ประชาชน กระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงหน้าที่ของตนเองในการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ชาติแข็งแกร่ง และหากชาติขาดความรักความสามัคคีแล้ว การดำเนินการสิ่งใดก็จะไร้ผล

เพลงไทยสามัคคี

ขับร้องโดย นางสาวมนัสนันท์ อักษรถึง

เพลงไทยสามัคคี เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 จากบทละครคำกลอนเรื่องพระร่วง ประพันธ์ทำนองโดย ครูเอื้อ สุนทรสนาน กล่าวถึงพระร่วงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ และพระราชทานพระราโชวาทให้แก่ชาวเมืองสุโขทัย เนื้อเพลงว่าด้วยการปลุกใจให้รักชาติ รักบ้านรักเมือง มีความรักสามัคคี มีไมตรีต่อกัน ซึ่งเป็นพระบรมราโชบายในการปกครองบ้านเมือง

เพลงเกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย

ขับร้องโดย จ่าเอกหญิง ไตรสิกขา พึงชุ่มชื่น

เพลงเกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ลำดับที่ 26 ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ที่วังไกลกังวล หัวหิน พ.ศ. 2500 ได้ทรงพระราชทานเพลงนี้ให้เป็นเพลงประจำของวง อ.ส. วันศุกร์ ใช้เป็นเพลงบรรเลงสุดท้ายก่อนที่จะเลิกเล่นดนตรี ต่อมาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ประพันธ์คำร้องภาษาไทยขึ้นใหม่ เพื่อปลุกจิตสำนึกให้คนไทยรักและหวงแหนแผ่นดินไทย

เพลงสยามานุสติ

ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงสยามานุสติ เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชนิพนธ์โคลงขึ้นเพื่อปลุกใจทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อปี พ.ศ. 2461 ต่อมาใส่ทำนองโดย ครูนารถ ถาวรบุตร เพื่อใช้เป็นเพลงปลุกใจในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพลงสยามานุสติเป็นเพลงนำสำคัญของสถานีวิทยุของทหาร ขณะเดียวกันเพลงสยามานุสติกลายเป็นเพลงสัญลักษณ์สำหรับการปฏิวัติของทหาร ซึ่งหลังจากปี พ.ศ. 2549 เพลงสยามานุสติก็หายไปจากสื่อสาธารณะ

เพลงมหาอาณาจักรไทย

ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงมหาอาณาจักรไทย ประพันธ์คำร้องโดย หม่อมเจ้าศิวากร วรวรรณ ประพันธ์ทำนองโดย ครูนารถ ถาวรบุตร เป็นเพลงที่ใช้ในวงดุริยางค์ตะวันตกของกิจกรรมกองทหารเสือป่า ขับร้องครั้งแรกโดย นายประหยัด ไทยศิริ ซึ่งเป็นเพลงปลุกใจประจำกองเสือป่า ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6

เพลงศรีอยุธยา

ขับร้องโดย นางสาวกมลพร หุ่นเจริญ และคณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงศรีอยุธยา หรือเพลงสายสมร เป็นเพลงประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีหลักฐานบันทึกไว้ ซึ่งปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ เรียกกันว่า Siamese Song เนื้อร้องขึ้นต้นว่า “สายสมรเอยลูกประคำซ้อนเสื้อ...” คนทั่วไปเรียกกันว่าเพลงสายสมร ต่อมาครูฟุสโก นายกองดุริยางค์ทหารเรือสมัยรัชกาลที่ 5 ได้นำมาเรียบเรียงสำหรับวงดุริยางค์ทหารเรือและสำหรับเปียโน ปรากฏในหนังสือ “พระเจ้าช้างเผือก” เรียกชื่อว่า เพลงสรรเสริญพระนารายณ์ เมื่อครั้งนายปรีดี พนมยงค์ สร้างภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ซึ่งพระเจนดุริยางค์เป็นผู้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ จึงได้นำเพลงสายสมรมาเรียบเรียงประกอบเสียงขึ้นและตั้งชื่อใหม่ว่า “ศรีอยุธยา”

เพลงคิดถึง

ขับร้องโดย นายกรวิช เทพหัสดิน ณ อยุธยา

เพลงคิดถึง เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ประพันธ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2477 บันทึกเสียงครั้งแรกปี พ.ศ. 2494 โดย นายเฉลา ประสพศาสตร์ ทำนองตัดมาจากท่อนช้าท่อนหนึ่งของไวโอลินคอนแชร์โตที่ชื่อ Zigeunerweisen ของ Pablo de Sarasate คีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ชาวสเปนทางด้านไวโอลินในศตวรรษที่ 19 (พ.ศ. 2387-2451) เพลงนี้มักจะรู้จักกันดีในชื่อ Gypsy Moon หรือ Gypsy Air ซึ่ง Pablo de Sarasate ประพันธ์เพลงนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1878 ตามทำนองช้าๆ แบบยิปซี ด้วยว่าเป็นเพลง Gypsy Moon คงเพราะชาวยิปซีเป็นเผ่าเร่ร่อน มีเพียงดวงจันทร์คอยสร้างจินตนาการยามค่ำคืน และว่ากันว่าชาวยิปซีนั้นเป็นผู้ที่มีจินตนาการและความโรแมนติกสูงจึงแต่งเพลงนี้ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีท่านได้นำมาใส่เนื้อร้องเป็นเพลง “คิดถึง” ที่คุ้นหูคนไทยมานาน

เพลงภิรมย์รัก

ขับร้องโดย นางสาวธีรนัยน์ ณ หนองคาย
แซกโซโฟนโดย นายเศกพล อุ่นสำราญ

เพลงภิรมย์รัก (A Love Story) เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ลำดับที่ 30 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาอังกฤษ “A Love Story” และพลเรือตรี ปรีชา ดิษยนันทน์ ประพันธ์คำร้องภาษาไทย “ภิรมย์รัก” และใช้ในเพลงพระราชนิพนธ์ชุด Kinari ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. 2502 ทรงแยกและเรียบเรียงเสียงประสานด้วยพระองค์เองทั้งชุด โปรดเกล้าฯ ให้วงดนตรีสุนทราภรณ์บรรเลงประกอบการแสดงบัลเลต์ชุดมโนห์รา ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร โดยทรงควบคุมการฝึกซ้อมด้วยพระองค์เอง เพลงพระราชนิพนธ์ชุด Kinari นี้ ประกอบด้วย A Love Story, Nature Waltz, The Hunter และ Kinari Waltz

เพลงความฝันอันสูงสุด

ขับร้องโดย นายณัฐพร ธรรมาธิ

เพลงความฝันอันสูงสุด เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ลำดับที่ 43 ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2414 ประพันธ์เนื้อร้องโดย ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ประพันธ์ขึ้นตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อมอบให้เป็นกำลังใจแก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชน ให้มุ่งมั่นทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง

เพลงรักกันไว้เถิด

ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงรักกันไว้เถิด ประพันธ์คำร้องโดย ครูนคร ถนอมทรัพย์ ประมาณเดือนกันยายนและตุลาคม พ.ศ. 2514 เพื่อสร้างความสามัคคีระหว่างคนในชาติ เปรียบประเทศไทยเหมือนแผ่นดินแม่ ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติใด เมื่อเกิดอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน ก็เป็นคนไทยเหมือนกัน

เพลงเราสู้

ขับร้องโดย ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงเราสู้ เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ลำดับที่ 44 ประพันธ์คำร้องโดย นายสมภพ จันทรประภา ซึ่งเป็นกลอนสุภาพ พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสแก่สมาชิกสภานิติบัญญัติ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2516-2517 เพื่อพระราชทานเป็นของขวัญแก่ทหาร อาสาสมัคร และตำรวจชายแดน

เพลงเกียรติศักดิ์ทหารเสือ

ขับร้องโดย สิบตรี พันธนนท์ วังกะหาด และคณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงเกียรติศักดิ์ทหารเสือ เดิมเป็นโคลงบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 เมื่อปี พ.ศ. 2461 ได้นำมาประพันธ์เป็นเพลงประกอบละครเวทีเรื่องเกียรติศักดิ์ทหารเสือ โดยอิงอร (นายศักดิ์เกษม หุตาคม) ประมาณปี พ.ศ. 2490-2495 ประพันธ์ทำนองโดย ครูสง่า อารัมภีร และครูสุนทรียา ณ เวียงกาญจน์

“มโนมอบพระผู้ สถิตอยู่ยอดสวรรค์ แขนถวายให้ทรงธรรม์ พระผ่านเผ้าเจ้าชีวา ดวงใจให้ขวัญจิต ยอดชีวิตและมารดา เกียรติศักดิ์รักของข้า ชาติชายแท้แก่ตนเอง มโนมอบพระผู้ เสวยสวรรค์ แขนมอบถวายทรงธรรม์ เทอดหล้า ดวงใจมอบเมียขวัญ และแม่ เกียรติศักดิ์รักข้า มอบไว้แก่ตัว”

เพลงมาร์ชราชวัลลภ

ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงมาร์ชราชวัลลภ (Royal Guards March) เป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองลำดับที่ 7 ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2491 และได้พระราชทานให้กรมทหารราบที่ 1 ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์เพื่อใช้ในพิธีสวนสนาม โดยมี พันตรี ศรีโพธิ์ ทศนุต ประพันธ์คำร้องถวาย และมีพระเจนดุริยางค์ช่วยตรวจทาน

เพลงราชสวัสดิ์

ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงราชสวัสดิ์ เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 พระราชทานไว้เพื่อเป็นข้อเตือนใจและข้อปฏิบัติแก่ราชสำนัก มีความหมายเป็นการสอนหลักปฏิบัติของผู้ที่จะรับใช้ใกล้ชิดพระมหากษัตริย์ สอนทั้งหลักปฏิบัติในการเป็นข้าราชการและหลักปฏิบัติให้ตนเป็นคนดี เพื่อให้ดำเนินชีวิตด้วยดีในสังคม หรือหลักปฏิบัติราชการ นับเป็นข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าในการรับราชการหรือในการทำงานได้เป็นอย่างดี

เพลงสรรเสริญพระบารมี

ขับร้องโดย คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

เพลงสรรเสริญพระบารมี ประพันธ์ทำนองโดย ปโยตร์ สชูโรฟสกี (Pyotr Schurovsky) นักประพันธ์เพลงชาวรัสเซีย คำร้องฉบับแรกทรงพระนิพนธ์โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พ.ศ. 2431 และฉบับแก้ไขปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 ทรงแก้ไขคำลงท้ายจาก “ฉะนี้” เป็น “ไชโย” เดือนตุลาคม พ.ศ. 2453

พันเอกพิเศษ ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์

ผู้ควบคุมวงดุริยางค์ฟิลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย Thailand Philharmonic Orchestra (TPO)

พันเอกพิเศษ ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ ผู้ควบคุมวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย เรียนดนตรีจากโรงเรียนดุริยางค์ทหารบก ก่อนจะได้รับทุนการศึกษาไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยดนตรีในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สาขาการประพันธ์เพลงและการอำนวยเพลง เมื่อสำเร็จการศึกษาได้กลับมารับราชการอยู่ที่กองดุริยางค์ทหารบก และศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาวิชาการประพันธ์เพลง จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ด้วยความรู้ความสามารถอันเป็นที่ประจักษ์จึงได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญระดับชาติ ในการเรียบเรียงเสียงประสานบทเพลงที่ใช้ในพิธีการสำคัญ อาทิ บทเพลงสำหรับงานพิธีสวนสนามของเหล่าทัพ บทเพลงในริ้วขบวนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และบทเพลงในริ้วขบวนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย

(Thailand Philharmonic Orchestra; TPO)

วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra หรือ TPO) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อยกระดับดนตรีคลาสสิกสู่สากล โดยมีหอแสดงดนตรีมหิดลสิทธาคาร (Prince Mahidol Hall) เป็นสถานที่แสดงหลัก มีการจัดการแสดงกว่า 60 ครั้งต่อปี ทั้งแนวคลาสสิกและป๊อปปูลาร์

ในปี พ.ศ. 2565 วง Thailand Phil ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นวงออร์เคสตราวงแรกของไทยที่ออกทัวร์ยุโรป โดยได้รับเสียงปรบมืออย่างล้นหลามในกรุงบูดาเปสต์ ลูบลิยานา และวรอตซวาฟ นอกจากนี้ยังมีการแสดงทั่วประเทศไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์

วง Thailand Phil ดำเนินงานร่วมอย่างใกล้ชิดกับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีพันธกิจในการยกระดับมาตรฐานวงออร์เคสตราผ่านคอนเสิร์ตระดับโลกและโครงการด้านการศึกษา

คณะนักร้องประสานเสียงแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

MU Choir

คณะนักร้องประสานเสียงมหาวิทยาลัยมหิดล ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2554 ในสมัย รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 84 พรรษาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ประกอบด้วยนักศึกษาต่างคณะที่รักการร้องเพลง มีอาจารย์ ดร.ฤทธิ์ ทรัพย์สมบูรณ์ เป็นผู้อำนวยการเพลง โดยวงสร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติและคว้ารางวัลมากมาย

  • MU Choir เป็นวงที่ได้รับความนิยมและสร้างชื่อเสียงต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงปี 2562 ที่สามารถคว้ามาได้ถึง 7 รางวัลจากการแข่งขัน 2 รายการ
  • มีการเข้าร่วมการแข่งขันระดับชาติและนานาชาติอย่างสม่ำเสมอ เช่น การแข่งขัน Thailand International Choral Festival 2024
  • ได้รับเกียรติร่วมแสดงในงานระดับชาติ เช่น การแสดงในงาน 'Christmas Celebration' ณ โรงแรมอโนมา แกรนด์ กรุงเทพฯ ในปี 2568

Artists

ศิลปิน