*The College of Music, Mahidol University has been reviewed according to the MusiQuE standards in 2018

เทศกาลดนตรีอมตะสยาม

เทศกาลดนตรีอมตะสยาม
“Siam Living Music Festival 2018”
26 – 31 มีนาคม 2561 ณ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

“ศิลปวัฒนธรรม ล้ำค่า ฉันท์ใด       มรดกความเป็นไท ยิ่งล้ำ ฉันท์นั้น

   อนุรักษ์มรดกไทย จำไว้ พี่เอย       หากสิ้นภูมิถิ่นไซร้ ใครเล่า จักมอง”

 

26 – 31 มีนาคม 2561 วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดเทศกาลดนตรีอมตะสยาม “Siam Living Music Festival 2018” เนรมิตให้เป็นเมืองแห่งศิลปการแสดงอันบ่งบอกถึงวัฒนธรรมอันล้ำค่าและหาชมได้ยากยิ่ง  ในเทศกาลจัดขึ้น 6 วันเต็ม เพื่อรวบรวมเอารากเหง้าแห่งวัฒนธรรมไทย มอบให้ชนรุ่นหลังได้ชื่นชมและต่อยอดมรดกไทยที่ดีต่อไป ด้วยวิสัยทัศน์แห่งดนตรีของรองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาความเป็นเลิศทางดนตรี จึงทำได้เกิดงานนี้ขึ้นจากการศึกษาและสำรวจดนตรีในภูมิภาคอาเซียน (เสียงใหม่ในอุษาคเนย์) เพื่อค้นหาข้อมูลที่จะบรรจุไว้เป็นหัวข้อหลักในพิพิธภัณฑ์อุษาคเนย์ ทำให้เรียนรู้ถึงความเคลื่อนไหวและเห็นความเป็นไปของดนตรีในภูมิภาค โดยเฉพาะดนตรีพื้นบ้านและดนตรีประจำชาติ พยายามจะรวบรวมความรู้เพื่อนำมาพัฒนาจากจุดเล็กๆ ที่สามารถควบคุมและจัดการได้ โดยจัดขึ้นเฉพาะดนตรีพื้นบ้านในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อที่จะสืบทอดทั้งดนตรีพื้นบ้านและดนตรีประจำชาติต่อไป เผื่อว่าในอนาคตหากทำได้หรือสำเร็จก็จะได้ขยายผลเมื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ดนตรีอุษาคเนย์สมบูรณ์มากขึ้น

เทศกาลดนตรีอมตะสยาม หรือ Siam Living Music Festival 2018 จึงได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้แนวคิดในอันที่จะปลุกจิตสำนึกทางด้านดนตรีและศิลปวัฒนธรรมแห่งรากเหง้าให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง จริง ๆ แล้ว ยังคงมีความเชื่อและมั่นใจอย่างยิ่งว่าจริง ๆ แล้วความเป็นเราไม่ได้ห่างหายไปไหนเลย แต่มันแค่หลับใหลอยู่ในจิตใต้สำนึกเท่านั้น แต่ทุกคนยังคงคิดถึงและโหยหาในความเป็นเราด้วยกันทั้งสิ้น เทศกาลดนตรีอมตะสยามจึงจัดให้มีการแสดงอันหลากหลายแตกต่างเพื่อให้ได้เรียนรู้ถึงความเป็นดนตรีพื้นบ้านและดนตรีประจำชาติที่มีเอกลักษณ์ในทุกภูมิภาคของไทย วงรัสมี อีสานโซล คุณรัสมี เวระนะ คุณรัสมีเป็นนักร้องที่มีพื้นฐานมาจากการร้องเพลงพื้นบ้านเขมร เป็นพวกเขมรต่ำหรืออีสานใต้ พ่อเป็นนักร้องเจรียงกันตรึม ผู้ฟังอาจมองเห็นว่าเป็นวงดนตรีสมัยใหม่ แต่หากได้ฟังบทเพลงของเธอจะสัมผัสได้ถึงความเป็นเราได้อย่างเต็มเปี่ยมด้วยสำเนียงเขมรและอีสานที่ให้อีกมิติในการฟังเพลงที่แปลกแตกต่างออกไป หากแต่มีความเพราะพริ้ง สนุกสนานและอรรถรสของบทเพลงสำเนียงเดิมเอามา

นำเสนอในแบบใหม่ ซึ่งเธอและวงทำได้สำเร็จอย่างสวยงามและได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างดี คณะเจิมศักดิ์ ส.บัวสวรรค์ ได้เชิญวงณรงค์เดช เชื้อเมืองพาน คณะเจิมศักดิ์ ส.บัวสวรรค์ นำโดย ‘แมน บ้านบัว’ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นวงมโหรีของอีสานใต้ ณรงค์เดช เชื้อเมืองพาน เป็นนักสีซอเขมร เคยเข้าประกวดเยาวชนดนตรีแห่งประเทศไทย ในระดับมัธยมศึกษา ที่จัดโดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และเคยสอบเป็นนักศึกษาวิชาเอกดนตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ แต่เสียงดนตรีเรียกร้องให้ ‘แมน บ้านบัว’ สมญาของณรงค์เดช เชื้อเมืองพาน ให้ออกไปทำงานอาชีพมากกว่าที่จะเรียนดนตรีในห้องเรียน ลิเก คณะตั้ม เศกศิลป์ พูลทรัพย์ เป็นลิเกอาชีพ (คนรุ่นใหม่) ที่ทำมาหากินกับอาชีพลิเกแบบชาวบ้าน แม้ปัจจุบันมีงานน้อยลง แต่สามารถที่จะขึ้นเวทีเล่นลิเกได้ทุกเมื่อ ตลอดเวลา เพราะลิเกเป็นหุ้นส่วนของชีวิต แสดงถึงความเป็นศิลปินและความผูกพันธ์ในรากเหง้าแห่งความเป็นเราได้อย่างชัดเจน วงรัตนคีตนาฏยการ

หรือคณะมณีรัตน์ รัตนัง การแสดงขับซอยอยศ เล่นสะล้อซอซึง ฟ้อนรำเพลงพื้นบ้านภาคเหนือ การนำเสนอดนตรีพื้นบ้าน บวกกับการแต่งกายประจำถิ่น แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรือง สวยสดงดงามของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองวัฒนธรรมที่ยังรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมล้านนาได้อย่างดีเยี่ยม โดยการแสดงเหล่านี้มักจะพบเห็นได้เฉพาะการเดินทางไปเยือนถิ่นเมืองเหนือของผู้นำระดับประเทศเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ซึ่งการแสดงเหล่านี้ถือเป็นการให้เกียรติในการต้อนรับที่อบอุ่นและยินดีที่มีผู้มาเยือน

การแสดงของวันที่ 4 เป็นการรวบรวม 4 วงที่สุดแห่งคณะละครชาตรีที่ใช้แสดงเพื่อแก้บนที่ยังคงสานต่อวิถีแห่งวัฒนธรรมความเชื่อและยังคงประกอบเป็นอาชีพ คณะจงกล โปร่งน้ำใจ คณะละครแก้บนตระกูลโปร่งน้ำใจ ตั้งหลักปักฐานอยู่บนถนนหลานหลวงมาหลายชั่วอายุคน รับงานรำแก้บนทั่วไปแล้วแต่จะหา โดยรับงานหลักที่ศาลพระพรหมเอราวัณ คณะวาสนานาฏศิลป์ คณะที่สอง คณะวาสนานาฏศิลป์ จากจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง นอกจากจะซึมซับเอาประเพณีและพิธีกรรมโบราณเอาไว้แล้ว ยังปราศจากการทำลายล้างด้วยสงคราม พิธีรำแก้บนของราชบุรีและเพชรบุรี จึงมีความวิจิตรพิสดารแตกต่างไปจากพิธีของเมืองหลวง คณะวันดีนาฏศิลป์ ลูกสาวครูพูน เรืองนนท์ ทำอาชีพอยู่ที่ศาลพระพรหมเอราวัณ ซึ่งเป็นคณะรำแก้บนที่เก่าแก่ของเมืองหลวง การได้ดูการรำแก้บนของคณะต่างๆ ที่ยังประกอบอาชีพอยู่ ก็จะเห็นความแตกต่างในพิธี บทเพลง เครื่องดนตรีที่ใช้ ท่าทางการร่ายรำ เป็นต้น คณะสุดท้าย คณะธิดาพรหมสุวรรณ จังหวัดเพชรบุรี ถือว่าเป็นพื้นที่ที่สามารถรักษาประเพณีโบราณเอาไว้ได้ นอกจากจะเป็นเมืองเก่าแล้ว ยังไม่ถูกทำลายโดยสงคราม ทำให้ประเพณีและพิธีกรรมโบราณ ยังรักษาและสืบทอดเอาไว้ได้ การแสดงวันที่ 5 ของเทศกาลเป็นการแสดง ปี่พาทย์ คณะดุริยกวี ของครูสุเชาว์ หริมพานิช จัดแสดงที่บริเวณศาลาไม้ริมน้ำครูมีแขก เป็นพื้นที่กลางแจ้งทำให้ย้อนนึกถึงรูปแบบการแสดงสมัยก่อนอย่างแท้จริงที่ไม่มีโรงมหรสพ โรงหนังแบบในปัจจุบันนี้ ซึ่งสร้างบรรยากาศแบบสบาย ๆ และปล่อยให้เสียงดนตรีดังไปตามลมธรรมชาติ และถือเป็นการบูชาครูมีแขกหรือ (พระประดิษฐ์ไพเราะ) ไปในตัวต่อด้วย คณะโนราธรรมนิตย์สงวนศิลป์ จากมหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา ณ หน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ดนตรีอุษาคเนย์ กับการแสดงโนราอันเป็นสัญลักษณ์แห่งภาคใต้ ด้วยสีสันของชุดที่สดใส การแสดงอันตื่นตาในการแต่งองค์ทรงเครื่องและการร่ายรำด้วยท่วงท่าอันตื่นเต้น สนุกสนาน เปิดสอนวิชาโนราในภาคใต้เมื่อ ๓๐ ปีก่อน ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ต่อมาจึงได้เปิดสอนในวิชาเอกโนรา ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา ทำให้โนรามีที่อยู่ใหม่ในมหาวิทยาลัยเพื่อเผยแพร่ศิลปะพื้นบ้าน

ปิดท้ายเทศกาลดนตรีอมตะสยามด้วยการแสดง ลิเก คณะทวีป-ชัยณรงค์ วงศ์เทวัญ เป็นการแสดงของคณะลิเก กุ้ง สุธิราช วงศ์เทวัญ (คณะทวีป-ชัยณรงค์ วงศ์เทวัญ) คณะลิเกชื่อดังระดับแม่เหล็กพร้อมศิลปินลิเกชุดใหญ่ที่นำชุดการแสดงมาร่วมเทศกาลนี้ด้วยความตั้งใจ โดยนำการแสดงลิเกในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ลิเกคอนเสิร์ต” คือมีการขับร้องเพลงลูกทุ่งพร้อมหางเครื่องแบบจัดเต็มและตามด้วยลิเก เป็นการจัดแสดงลิเกที่มหิดลสิทธาคารเป็นครั้งแรก ซึ่งโดยปกติจัดแสดงคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก และเป็นความท้าทายของทีมงานในการจัดเสียงและเตรียมความพร้อมต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วผลงานที่ออกมาสวยงาม อลังการและเป็นที่น่าประทับใจของทีมงาน พ่อยก แม่ยกและคนที่มาชมเป็นอย่างมาก

เทศกาลดนตรีอมตะสยาม Siam Living Music Festival จัดด้วยความสำนึกที่จะปลุกความเป็นศิลปวัฒนธรรมแห่งรากเหง้าและดนตรีของไทยเราได้อย่างครบสมบูรณ์ หากแต่ต้องการการรับรู้และการสนับสนุน อุปถัมภ์เพื่อจะต่อลมหายใจให้แก่ศิลปินเหล่านี้ ให้เป็นดั่งตัวแทนที่จะสืบสานศิลปการแสดงของความเป็นดนตรีแห่งชาติต่อไป