*The College of Music, Mahidol University has been reviewed according to the MusiQuE standards in 2018

เทศกาลดนตรีอมตะสยาม

Date
Date(s) - 26/03/2018 - 31/03/2018

Location
Music Auditorium, College of Music, Mahidol University


เทศกาลดนตรีอมตะสยาม เป็นโครงการทดลอง จัดขึ้นในระหว่างวันที่ ๒๖-๓๑ มีนาคม ๒๕๖๑ ณ หอแสดงดนตรี ศาลาครูมีแขก ลานไม้ที่เรือนศิลปิน ที่หอแสดงมหิดลสิทธาคาร วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยเชิญกลุ่มศิลปินที่มีความหลากหลาย หัวใจก็คือการนำอดีตมารับใช้ปัจจุบันและการสร้างผลงานสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น โดยอาศัยวิธีการประชาสัมพันธ์แนวใหม่ การเริ่มขายบัตรเพื่อเข้าชมการแสดง ๑๐๐ บาททุกที่นั่ง เพื่อนำเสนอว่ามิตรรักแฟนเพลงควรมีส่วนร่วมในการดำรงอยู่ของเทศกาลดนตรีอมตะสยาม ไม่ใช่รัฐหรือผู้สนับสนุนคนใดคนหนึ่ง หากจะอยู่อย่างยั่งยืนก็ต้องใช้วิธีนี้ เพราะศิลปินเองต้องทำงานให้ดี ฝึกซ้อมมาอย่างดี อวดฝีมือ ผู้ชมเข้ามาชมก็ไม่ผิดหวัง ทุกคนต้องลงทุน เป็นต้น หากเป็นได้จริงก็จะเป็นการสร้างเวที สร้างพื้นที่ และสร้างอาชีพให้กับศิลปินในเทศกาลดนตรีอมตะสยามให้อยู่ต่อไปได้

เทศกาลดนตรีอมตะสยาม ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นโครงการออกแนวแสวงหาทิศทางใหม่ มีการกำหนดเวลาที่จำกัดไม่เกิน ๒ ชั่วโมง มีการแสดงในหอแสดงอย่างดี มีระบบเสียงที่ดี มีผู้ชมที่ตั้งใจซื้อบัตรเข้าไปฟัง และมีรายการแสดงให้ดูฟรีกลางแจ้งด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกคัดค้านว่าทำไมต้องเสียเงินค่าเข้าชม (ทุกรายการ) เพราะโดยทั่วไปดนตรีชาวบ้านหรือดนตรีไทยมีให้ดูฟรี

วันจันทร์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๑
เวลา ๑๖.๐๐-๑๘.๐๐ นาฬิกา
รัสมี อีสานโซล
ณ หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
การแสดงในหอแสดงของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีพื้นที่ ๓๕๓ ที่นั่ง ซึ่งไม่ใหญ่และไม่เล็ก เหมาะสำหรับการแสดงขนาดเล็กและขนาดกลาง (๑-๒๐ คน) เปิดโครงการโดยเชิญวงคุณรัสมี เวระนะ ‘รัสมี อีสานโซล’ คุณรัสมีเป็นนักร้องที่มีพื้นฐานมาจากการร้องเพลงพื้นบ้านเขมร เป็นพวกเขมรต่ำหรืออีสานใต้ พ่อเป็นนักร้องเจรียงกันตรึม ต่อมาได้ย้ายตามครอบครัวไปอยู่อีสานเหนือ ชอบเพลงหมอลำอีสาน และได้ย้ายไปอยู่เชียงใหม่ พัฒนาตัวเองมาร้องเพลงในแนวแจ๊ส ประกอบอาชีพร้องเพลงตามโรงแรมและบาร์ในเชียงใหม่
เธอได้สร้างผลงานของตัวเองเป็นเพลงสมัยนิยมที่เป็นลูกผสม ทั้งมีกลิ่นพื้นบ้านทั้งสำเนียงเขมรและสำเนียงลาว ร้องเป็นเพลงสมัยนิยมผสมแนวแจ๊ส โดยมีวงดนตรีเป็นของตัวเอง นำเสนอเพื่อการประกอบอาชีพ (ทำมาหากิน) ซึ่งปัจจุบันเธอปักหลักอยู่ที่เชียงใหม่

วันอังคารที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๑
เวลา ๑๓.๐๐-๑๕.๐๐ นาฬิกา
คณะเจิมศักดิ์ ส.บัวสวรรค์
ณ หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
วันที่ ๒ ของเทศกาล ได้เชิญวงณรงค์เดช เชื้อเมืองพาน คณะเจิมศักดิ์ ส.บัวสวรรค์ นำโดย ‘แมน บ้านบัว’ ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นวงมโหรีของอีสานใต้ รับงานตั้งแต่การเกิดกระทั่งวันตาย ทำดนตรีที่เกี่ยวกับพิธีกรรม พิธีของหมอผี เพื่อเสริมความขลัง และการแสดงเพื่อความบันเทิง โดยใช้ฝีมือดนตรีเป็นตัวนำ
ณรงค์เดช เชื้อเมืองพาน เป็นนักสีซอเขมร เคยเข้าประกวดเยาวชนดนตรีแห่งประเทศไทย ในระดับมัธยมศึกษา ที่จัดโดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และเคยสอบเป็นนักศึกษาวิชาเอกดนตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ แต่เสียงดนตรีเรียกร้องให้ ‘แมน บ้านบัว’ สมญาของณรงค์เดช เชื้อเมืองพาน ให้ออกไปทำงานอาชีพมากกว่าที่จะเรียนดนตรีในห้องเรียน
การก่อตั้งวงดนตรีพื้นบ้าน (เขมร) รับงานแสดงในพื้นที่บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่พูดภาษาเขมร ทำให้ณรงค์เดช เชื้อเมืองพาน มีงานพิธีกรรมทำ กลายเป็นที่รู้จักของชาวบ้าน โดยประกอบอาชีพเป็นหมอผีทำพิธีกรรมและเล่นดนตรีทั้งในงานมงคลและงานอวมงคล

เวลา ๑๖.๐๐-๑๘.๐๐ นาฬิกา
ลิเก คณะตั้ม เศกศิลป์ พูลทรัพย์
ณ หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ลิเกเป็นการผสมผสานกันหลากหลายชนิด ทั้งวิธีว่าบทแบบลำตัด เพลงฉ่อย ท่าทาง ร่ายรำ การดำเนินเรื่องแบบละครชาตรี ละครนอก ละครใน ซึ่งเป็นการละเล่นประกอบดนตรีปี่พาทย์ในสมัยอยุธยา จนกลายเป็นที่นิยมของชาวบ้านเพราะเรื่องประโลมโลก
ปัจจุบันได้เสื่อมความนิยมลงเพราะมีสื่ออย่างอื่นมาทดแทนลิเก อาทิ ละครโทรทัศน์ ละครเวที ภาพยนตร์ วงดนตรีลูกทุ่ง การแสดงดนตรีสดบนเวที โทรศัพท์ (มือถือ) เป็นต้น ทำให้ความสนใจของคนที่มีต่อลิเกลดลง อย่างไรก็ตาม สภาพของลิเกในปัจจุบันแม้จะถดถอยลดลง แต่ก็ยังมีคนเล่นลิเกเก่า ซึ่งมีกันอยู่หลายคณะ ภาวะเปลี่ยนผ่านของลิเกก็ยังอยู่ในขาลง ลิเกเก่าเหล่านี้มีงานทำบ้างในบางโอกาส
การนำเสนอลิเกแนวเก่าที่เป็นมหรสพชาวบ้าน ซึ่งคนโบราณนำมากล่าวถึงว่าไม่อยากให้ลูกหลานสืบทอด ‘อันยี่เกลามกตลกเล่น รำเต้นสิ้นอายขายหน้า ไม่ควรจะจดจำเป็นตำรา มันจะพาเสียคนป่นปี้เอย’
ในการค้นหาร่องรอยของความเป็นลิเก (เก่า) จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง คณะเศกศิลป์ พูลทรัพย์ เป็นลิเกอาชีพ (คนรุ่นใหม่) ที่ทำมาหากินกับอาชีพลิเกแบบชาวบ้านมา แม้ปัจจุบันจะมีงานน้อยลง แต่สามารถที่จะขึ้นเวทีเล่นลิเกได้ทุกเมื่อ ตลอดเวลา เพราะลิเกเป็นหุ้นส่วนของชีวิต

วันพุธที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๑
เวลา ๑๖.๐๐-๑๘.๐๐ นาฬิกา
วงรัตนคีตนาฏยการ
ณ หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
เป็นวันที่ ๓ ของเทศกาลดนตรีอมตะสยาม เป็นคณะมณีรัตน์ รัตนัง เป็นการขับซอยอยศ เล่นสะล้อซอซึง ฟ้อนรำเพลงพื้นบ้านภาคเหนือ โดยปรกติก็จะรับงานแสดงเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในภาคเหนือ รับงานแสดงศิลปะประจำเมือง แสดงในงานประชุมสัมมนา งานแสดงสินค้า งานที่จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและงานของกระทรวงวัฒนธรรม ส่วนใหญ่จะเป็นการประยุกต์การฟ้อนรำพื้นบ้าน ดนตรีพื้นบ้าน การแต่งกายประจำถิ่น ซึ่งขายความเป็นท้องถิ่นให้กับนักท่องเที่ยวหรือผู้มาเยือน
เนื่องจากเชียงใหม่เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นลำดับสองของประเทศ เชียงใหม่เป็นเมืองวัฒนธรรมที่ยังรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมล้านนา ทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ ดังนั้น ธุรกิจการท่องเที่ยว การสัมมนา และการประชุมระดับชาติ ทั้งรัฐและเอกชนจึงนิยมใช้เมืองเชียงใหม่เป็นตัวเลือก ทำให้ศิลปะการแสดงการฟ้อนรำและดนตรีจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่
คณะมณีรัตน์ รัตนัง เป็นคณะช่างฟ้อนที่รองรับกิจกรรมประจำเมืองได้เป็นอย่างดี

วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๑
เวลา ๑๖.๐๐-๑๘.๐๐ นาฬิกา
คณะจงกล โปร่งน้ำใจ
คณะวาสนานาฏศิลป์
คณะวันดีนาฏศิลป์ ลูกสาวครูพูน เรืองนนท์
คณะธิดาพรหมสุวรรณ
ณ หอแสดงดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

รายการรำแก้บน ซึ่งเป็นการรวบรวมคณะละครชาตรีที่ใช้แสดงเพื่อแก้บน ครั้งนี้ได้เชิญคณะต่างๆ มีรำทั้งหมด ๔ คณะด้วยกัน แต่ละคณะก็จะรำแก้บนอยู่ในพื้นที่แตกต่างกัน ที่สำคัญก็คือเป็นคณะที่ยังทำมาหากินประกอบอาชีพเป็นละครแก้บน
คณะแรก คณะจงกล โปร่งน้ำใจ เป็นคณะละครแก้บนตระกูลโปร่งน้ำใจ ตั้งหลักปักฐานอยู่บนถนนหลานหลวงมาหลายชั่วอายุคน รับงานรำแก้บนทั่วไปแล้วแต่จะหา โดยรับงานหลักที่ศาลพระพรหมเอราวัณ
คณะที่สอง คณะวาสนานาฏศิลป์ จากจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง นอกจากจะซึมซับเอาประเพณีและพิธีกรรมโบราณเอาไว้แล้ว ยังปราศจากการทำลายล้างด้วยสงคราม พิธีรำแก้บนของราชบุรีและเพชรบุรี จึงมีความวิจิตรพิสดารแตกต่างไปจากพิธีของเมืองหลวง
คณะที่สาม คณะวันดีนาฏศิลป์ ลูกสาวครูพูน เรืองนนท์ ทำอาชีพอยู่ที่ศาลพระพรหมเอราวัณ ซึ่งเป็นคณะรำแก้บนที่เก่าแก่ของเมืองหลวง การได้ดูการรำแก้บนของคณะต่างๆ ที่ยังประกอบอาชีพอยู่ ก็จะเห็นความแตกต่างในพิธี บทเพลง เครื่องดนตรีที่ใช้ ท่าทางการร่ายรำ เป็นต้น
คณะสุดท้าย เป็นคณะธิดาพรหมสุวรรณ จากจังหวัดเพชรบุรี ในจังหวัดเพชรบุรีถือว่าเป็นพื้นที่ที่สามารถรักษาประเพณีโบราณเอาไว้ได้ นอกจากจะเป็นเมืองเก่าแล้ว ยังไม่ถูกทำลายโดยสงคราม ทำให้ประเพณีและพิธีกรรมโบราณ ยังรักษาและสืบทอดเอาไว้ได้
การรำแก้บนหรือละครแก้บน เป็นความเชื่อของมนุษย์ที่เชื่อทั้งพวกผีสางนางไม้และเทวดา ซึ่งมีอยู่ในจิตใจมนุษย์ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เมื่อมนุษย์ไม่สามารถที่จะหาสิ่งที่ปรารถนาได้ ไม่ว่าจะด้วยฝีมือ ด้วยอำนาจใดๆ ไม่สามารถที่จะหาสิ่งของได้ด้วยผู้ปกครองหรือมนุษย์ด้วยกัน มนุษย์ก็จะบนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจเหนือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นผีสางนางไม้หรือเทวดา เมื่อขอก็ต้องทำตามจริตของมนุษย์ในสังคม กล่าวคือการ ‘ติดสินบนหรือบนบานศาลกล่าว’
เมื่อได้ในสิ่งที่ปรารถนาแล้ว ก็ต้องไปทำพิธีเพื่อตอบแทนผู้ที่อำนวยอวยทาน (บุญคุณ) เรียกว่า พิธีแก้บน ในการรำแก้บนหรือละครแก้บนนั้น นอกจากจะมีอาหารการกิน ทั้งของคาวของหวานและผลไม้แล้ว ยังมีความบันเทิงที่มอบให้แก่ผีสางและเทวดาด้วย การรำแก้บน นิยมรำถวายกันตอนที่ผีหรือเทวดาลงมารับของถวายทาน ระหว่างที่นั่งกิน ก็มีการร่ายรำเพื่อบำรุงบำเรอความสุข ถือว่าได้ตอบแทนที่สมควรค่า
ในการ ‘บน’ หรือการติดสินบนทั้งผีและเทวดา เป็นเรื่องจิตใจของผู้ขอที่ประสงค์จะให้คืน ตามที่ใจปรารถนา ไม่มีใครรู้ว่าได้บนอะไรไว้ แต่ที่รู้เมื่อได้สมใจนึก ก็จะทำพิธีรำแก้บน ยังไม่พบหลักฐานว่าหากไม่ได้ดังที่ขอไว้จะมีการรำแก้บนหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่เมื่อสมหวังหรือมีความคาดหวัง เพื่อให้ได้ดังหวัง ก็จะทำพิธีรำแก้บน

วันศุกร์ที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๑
เวลา ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ นาฬิกา
ปี่พาทย์ คณะดุริยกวี
ณ ศาลาครูมีแขก วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่ศาลาครูมีแขก (พระประดิษฐไพเราะ) มีพื้นที่สำหรับการแสดงของวงปี่พาทย์ ซึ่งได้ออกแบบไว้เป็นศาลากลางน้ำ กลางแจ้ง โดยใช้ไม้ทำศาลาเพื่อให้เสียงปี่พาทย์ตีดังลงไปในน้ำ และน้ำก็จะเป็นตัวนำเสียงและขยายเสียงไปสู่ผู้ฟัง เนื่องจากไม้เป็นตัวอุ้มเสียงที่ดี ทำให้เกิดความไพเราะของเสียงปี่พาทย์ ซึ่งแตกต่างไปจากศาลาวัดที่ทำด้วยปูน เสียงปี่พาทย์จะกระด้าง ดังหนวกหู และน่ารำคาญ
การออกแบบศาลาครูมีแขก ทำขึ้นเฉพาะเพื่อให้วงปี่พาทย์แสดงกลางแจ้งโดยเฉพาะ เพื่อต้องการนำเสนอว่า วิธีฟังดนตรีไทย (รวมทั้งดนตรีชาวบ้าน) ไม่ได้นั่งฟังเพลงแบบดนตรีตะวันตก เพราะดนตรีอยู่กับวิถีชีวิตชาวบ้าน ฟังดนตรีแบบการประโคม ได้ยินเสียงอยู่ตลอดเวลา ฟังไป คุยไป และก็ทำงานไป โดยมีวงปี่พาทย์คณะดุริยกวี ของครูสุเชาว์ หริมพานิช เป็นนายวง

เวลา ๑๖.๐๐-๑๘.๐๐ นาฬิกา
คณะโนราธรรมนิตย์สงวนศิลป์ จากมหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา 
ณ ลานไม้ที่เรือนศิลปิน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
คณะโนราธรรมนิตย์สงวนศิลป์ จากมหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา ซึ่งแต่เดิม ได้เปิดสอนวิชาโนราในภาคใต้เมื่อ ๓๐ ปีก่อน ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ต่อมาจึงได้เปิดสอนในวิชาเอกโนรา ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา ทำให้โนรามีที่อยู่ใหม่ในมหาวิทยาลัยเพื่อเผยแพร่ศิลปะพื้นบ้าน

วันเสาร์ที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๑
เวลา ๑๖.๐๐-๑๗.๓๐ นาฬิกา
ลิเก คณะทวีป-ชัยณรงค์ วงศ์เทวัญ
ณ อาคารมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล
เป็นการแสดงของคณะลิเก กุ้ง สุธิราช วงศ์เทวัญ (คณะทวีป-ชัยณรงค์ วงศ์เทวัญ) เนื่องจากเป็นคณะลิเกที่มีคนติดตามมาก มีแม่ยกและพ่อยกเยอะ จึงต้องย้ายไปจัดในเวทีที่ใหญ่กว่า (๒,๐๑๖ ที่นั่ง) ซึ่งเป็นการทดลองใหม่ว่า หอที่ใช้แสดงดนตรีคลาสสิก อย่างอาคารมหิดลสิทธาคาร หากรองรับการแสดงลิเกแล้ว จะออกมาเป็นอย่างไร แฟนๆ ลิเกจะปฏิเสธหอแสดงดนตรีอย่างดีหรือไม่ หรือเป็นโฉมหน้าใหม่ของการเล่นลิเก คนในสถาบันอุดมศึกษา ผู้มีความรู้สูง จะมาซื้อบัตรดูลิเกหรือไม่ ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ

เทศกาลดนตรีอมตะสยาม จัดขึ้น ๖ วัน ระหว่างวันที่ ๒๖-๓๑ มีนาคม ๒๕๖๑ เพื่อจะทดลองในหลากหลายมิติ และเพื่อจะศึกษาว่าความอยู่รอดของวัฒนธรรมพื้นบ้านจะอยู่อย่างไรต่อไป เพราะหากไม่มีคนจ้างนั้นอยู่ไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อมีคนว่าจ้างแล้ว คนที่ว่าจ้างสามารถที่จะเก็บรายได้ทั้งค่าบัตรและผู้สนับสนุนจะอยู่ในฐานะอย่างไร

 


Loading Map....