This Web Page is best viewed by Internet Explorer 5. Please select your text size to Medium.

 

วารสารเพลงดนตรี ปีที่ 9
ฉบับที่ 3 เดือนมกราคม 2546

 

เรื่องเด่นประจำฉบับ

เอริ นาคากาวา
ครูเปียโนจากแดนอาทิตย์อุทัย
กองบรรณาธิการ

เล่าเรื่องดนตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดล
โดยสุกรี เจริญสุข

รู้โลก รู้เขา แต่เรานั่นแหละไม่รู้เรา
ลอดช่องลองเชิง : การก้าวรุกทางวัฒนธรรม
ของสิงคโปร์ในศตวรรษที่ 21

อานันท์ นาคคง

 

กลับหน้าแรก

 

 

 

 

 

 

 

 

 
 

เอริ นาคากาวา
ครูเปียโนจากแดนอาทิตย์อุทัย

กองบรรณาธิการ

เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว วงการดนตรีคลาสสิกในเมืองไทย ได้มีโอกาสต้อนรับนักเปียโนหญิงชาวอาทิตย์อุทัย ที่เปี่ยมด้วยความสามารถ ซึ่งเพียงการปรากฏตัวครั้งแรกในรูปแบบของนักเปียโนอาชีพ ก็ไม่เป็นที่กังขาว่าเธอนั้นจัดอยู่ในลำดับต้นๆ ของนักเปียโนชั้นเยี่ยมในเมืองไทย ดร.เอริ นาคากาวา เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วยปีกของเสียงเพลงและความมุ่งมั่น เธอเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาการแสดงเปียโนจากมหาวิทยาลัย Ball State แห่งสหรัฐอเมริกา และใช้เวลาสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นเป็นเวลาถึงสามปี ก่อนที่จะตัดสินใจโยกย้ายถิ่นฐาน มายังประเทศไทย เธอเคยดำรงตำแหน่ง หัวหน้าฝ่ายวิชาการ ที่โครงการดนตรีศึกษาสำหรับบุคคลทั่วไปของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลที่เสรี เซ็นเตอร์



ประสบการณ์ที่ผ่านมา ดร.เอริ นาคากาวา ได้ศึกษาวิชาเปียโนกับนักเปียโนที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น Mittchel Andres, Pia Sebastiani, John Kozar, Michel Bourgeot, Naoyuki Inoue และ Koji Tanaka และมีโอกาสเข้าร่วม Master Class กับ Andre-Michel Schub, David Kaiserman, Malcolm Frager และ Arminda Canteros ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาเปียโน และคณะกรรมการบริหารหลักสูตรปริญญาตรี ประธานแขนงวิชาดนตรีปฏิบัติ อยู่ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เราได้พูดคุยกับเธอในห้องทำงานส่วนตัวในบรรยากาศสบายๆ หลังจากที่เธอเพิ่งกลับจากการออกแสดงคอนเสิร์ท ในอเมริกาและออสเตรียได้ไม่นานนัก

เพลงดนตรี : การแสดงคอนเสิร์ตครั้งที่ผ่านมาในอเมริกาและออสเตรียเป็นอย่างไร?
ดร.เอริ : เมื่อ ๑๓ ตุลาคมที่ผ่านมา ดิฉันได้แสดง concerto ของ Grieg ที่มหาวิทยาลัย BAALL STATE UNIVERSITY INDIANA กับวง Ball State Symphony Orchestra กับ LEONARD ATHERTON วาทยกรชาวอังกฤษเป็นผู้ควบคุมวง ซึ่งรู้จักกับดิฉันมานานแล้วตั้งแต่เมื่อดิฉันทำปริญญาเอกและสอนไปด้วยในช่วงสามปีสุดท้าย ดิฉันได้รับเชิญไปแสดงในงานนี้และมันก็ทำให้ดิฉันรู้สึกดีมาก วงออร์เคสตร้านั้นจริงๆ แล้วเป็นเพียงวงของนักเรียนด้วยซ้ำ แต่ก็แสดงได้ดี ดิฉันรู้สึกประทับใจมาก
หลังจากนั้นดิฉันเดินทางต่อไปยังเมือง Corolado ที่ University of Northern Corolado และเปิดการแสดงเดี่ยวเปียโน ในวันที่ 15 ตุลาคม ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากสำหรับดิฉันที่ต้องบรรเลงบทเพลงใหม่ทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่วัน หลังจากที่เพิ่งแสดง concerto ของ Grieg ไปเพียงสองวันก่อนหน้านั้น และเพลงใหม่เหล่านั้นก็ยากมากด้วย มันดูเหมือนเป็นความผิดของดิฉันเอง แต่ดิฉันชอบที่จะท้าทายตัวเองในสิ่งยากๆ เสมอ แต่อย่างไรก็ตามดิฉันพูดไม่ได้ว่าการแสดงในวันที่ 15 นั้นดีไปทั้งหมด การแสดงที่ Corolado นี้ได้รับการประสานงานโดยโรเจอร์ กรีนเบิร์ก (Roger Greenberg) หลังจากนั้นดิฉันยังเปิด Master Class และได้มีโอกาสพบนักศึกษาจากประเทศไทยบางคนที่นั่น
จากนั้นดิฉันได้เดินทางต่อไปยังออสเตรีย และเปิดการแสดงที่นั่นสามครั้ง ครั้งหนึ่งที่วิทยาลัยดนตรีแห่งลินซ์ (Bruckner conservatory of Music)ซึ่งได้รับการให้ความสนใจเป็นอย่างดี และดิฉันยังเปิดการแสดงที่โรงเรียนดนตรี ในออสเตรียมีระบบการเรียนการสอนดนตรีที่ดีมาก เขามีโรงเรียนดนตรีของรัฐ ซึ่งเปิดให้นักเรียนที่เรียนกันตามโรงเรียนปกติสามารถไปใช้เวลาเรียนดนตรีได้ในช่วงบ่าย หลังจากการเรียนภาคปกติเสร็จสิ้นแล้ว โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก ในโรงเรียนดนตรีนี่มีหอแสดงดนตรีที่ดีมากๆ ด้วย นอกจากนั้นดิฉันยังได้บรรยายในวิทยาลัยดนตรีแห่งลินซ์ ในหัวข้อการฝึกโสตสำหรับเด็ก ซึ่งเป็นที่สนใจกันมาก
เวียนนาเป็นที่สุดท้ายที่ดิฉันได้เปิดการแสดงในการเดินทางครั้งนี้ และเป็นครั้งที่ดิฉันคิดว่าตัวเองทำได้ดีที่สุด แต่ก็น่าเสียดายที่มีผู้ฟังไม่มากนัก

เพลงดนตรี: บรรยากาศทางดนตรีในอเมริกากับยุโรปเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?
ดร.เอริ : มีความแตกต่างในเรื่องของรสนิยมทางดนตรี ที่ออสเตรียไม่ค่อยจะนิยมดนตรีสายรัสเซียมากนัก เท่าที่ดิฉันรู้ และก็เป็นเรื่องน่าสนใจทีเดียวที่เขาไม่นับ Mozart เป็นนักแต่งเพลงชาวออสเตรียนอย่างแท้จริง พวกเขาว่า Mozart นั้นเป็นผู้ประพันธ์ดนตรีที่มีความเป็นสากลมาก(international) พวกเขาชอบ Schubert มากกว่า

เพลงดนตรี : อาจเป็นเพราะท่วงทำนองดนตรีพื้นเมืองไม่ค่อยปรากฏอยู่ในงานของ Mozart มากเท่า Schubert
ดร.เอริ : อาจจะใช่ และพวกเขาก็ไม่ค่อยฟังดนตรีทางสายรัสเซีย อย่าง Rachmaninov, Prokofiev หรือ Scriabin นัก นอกจากนั้นแล้วดิฉันยังได้แสดงผลงานใหม่ๆ เช่นของ Jody Nagel ที่ประพันธ์ขึ้นสำหรับ Piano และ tape ซึ่งไม่เคยได้แสดงมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากความไม่พร้อมทางด้านเทคนิคอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และก็ยังมีเพลงญี่ปุ่น โดย Katsuma Nakajima ซึ่งประพันธ์ไว้ได้อย่างไพเราะ

เพลงดนตรี: ยังมี Barber รวมอยู่ในโปรแกรมด้วย
ดร.เอริ : Barber นั้นมาตามลำดับ อย่างที่เรารู้กันว่า John Field นั้นเป็นผู้ริเริ่มการประพันธ์เพลงในรูปแบบ Nocturne และได้รับการพัฒนาต่อมาโดย Chopin และ Barber ก็นับเป็นผู้คลี่คลาย Nocturne ไปในอีกก้าวหนึ่ง คุณจะเห็นว่าในชิ้นงานของ Barber นั้นเขียนไว้ว่าเป็นงาน Homage to John Field ดิฉันต้องการนำเสนอพัฒนาการของเพลงประเภท Nocturne ในช่วงเวลาต่างๆ และพวกเขาก็ชอบความคิดของดิฉันที่ได้แสดงให้เห็น Nocturne ในหลายๆ รูปแบบ
ส่วนในอเมริกานั้นดนตรีสายรัสเซียกลับได้รับความนิยมมาก และพวกเขาก็ชื่นชมงานร่วมสมัย งานของ Nakajima นั้นได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากในอเมริกา

เพลงดนตรี : อาจารย์มีความสนใจในเรื่องของดนตรีศึกษามาตั้งแต่เมื่อไร โดยเฉพาะในเรื่องของการฝึกโสตทักษะ
ดร.เอริ : เมื่อดิฉันมาที่เมืองไทยในระยะแรกๆ นั้น นักเรียนเปียโนหลายๆ คนมีปัญหาในการเรียนอย่างเดียวกันคือ พวกเขาไม่สามารถอ่านโน้ตได้ดี ไม่สามารถได้ยินโน้ตที่ตนเองเล่นผิดพลาดได้ชัดเจน บางคนเล่นผิดครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่ไม่รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ ดิฉันจึงคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นปัญหาทางด้านของการเล่นเปียโนเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของทักษะการฟัง พวกนักเรียนไม่ได้ยินเสียงต่างๆ อย่างถูกต้อง ดิฉันสังเกตสิ่งเหล่านี้และคิดว่าจริงๆ แล้วเราควรจะเริ่มต้นด้วยการฝึกฝนการฟังของนักเรียนก่อนที่จะฝึกฝนทักษะการเล่นให้เขา

เพลงดนตรี: คือนักเรียนต้องสามารถได้ยินเสียงที่เขาต้องการ ก่อนที่จะสร้างมันขึ้นมา
ดร.เอริ : ใช่ ในฮังการี ดิฉันได้ยินว่าเขาเริ่มต้นด้วยการฝึกโสตทักษะเป็นเวลาถึงสองปี ก่อนที่นักเรียนจะเริ่มต้นเรียนเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ที่ต้องการ

เพลงดนตรี: อาจารย์เห็นด้วยกับความคิดนี้?
ดร.เอริ : ใช่ ยิ่งเด็กโตขึ้นเท่าไรก็จะยิ่งสอนโสตทักษะได้ยากขึ้นเท่านั้น ดิฉันได้ยินมาว่าพัฒนาการของการรับฟังนั้นจะหยุดลงเมื่อเด็กอายุได้เพียง 6 หรือ 8 ขวบ

เพลงดนตรี: แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะฝึกโสตทักษะในช่วงหลังจากนั้น
ดร.เอริ : ใช่ ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ค่อนข้างยาก ช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการฝึกโสตทักษะน่าจะอยู่ที่ช่วงอายุ 5 หรือ 6 ขวบ ซึ่งในช่วงเวลานั้นนิ้วมือของเด็กก็ยังไม่แข็งแรงดีด้วย จึงเป็นการเหมาะสมกว่าที่จะให้เด็กเรียนรู้การฟังเสียงต่างๆ อย่างถูกต้องเสียก่อน

เพลงดนตรี: เท่าที่รู้อาจารย์เคยบันทึก CD เพลงสำหรับเด็กด้วย
ดร.เอริ : ดิฉันบันทึก CD ในประเทศไทยมาแล้วสองชุด ในปี 2540 ดิฉันบันทึก CD เพลงเปียโนสำหรับเด็ก โดยเลือกเพลงต่างๆ ด้วยตนเองซึ่งดิฉันชอบมาก ดิฉันเคยให้ CD ชุดนี้เป็นของขวัญแก่เพื่อนคนหนึ่งที่อเมริกานะ ปรากฏว่าตอนนี้เธอยังใช้มันสอนเด็กๆ ในโรงเรียนอยู่เลย เธอยังชมว่าเพลงต่างๆ ที่ดิฉันคัดเลือกมาเล่นนั้นก็ดีมากด้วย ซึ่งเป็นความตั้งใจของดิฉันที่อยากจะให้เด็กๆ โดยเฉพาะเด็กไทยได้ทำความรู้จักกับดนตรีคลาสสิกดีกว่าที่เป็น ส่วน CD ชุดที่สองนั้นเป็นงาน Invention ของ Bach ซึ่งเกิดจากความต้องการที่จะช่วยนักเรียนเปียโนไทยส่วนมาก ที่อาจจะรู้สึกกลัวและไม่อยากที่จะเล่นเพลงในลักษณะ Polyphony แบบนี้

เพลงดนตรี: คิดอย่างไรกับการเรียนการสอนดนตรีในสถาบันต่างๆ ในประเทศไทย?
ดร.เอริ : ดิฉันอยู่ที่เมืองไทยมาเป็นเวลา 7 ปี แต่ก็คงไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์อะไรได้มากนัก ดิฉันไม่รู้ว่ามีการเรียนการสอนอย่างไรในสถาบันการศึกษาชั้นต้นๆ ดูเหมือนว่าแต่ละที่จะมีวิธีการที่แตกต่างกันไป แต่จากการที่ดิฉันเคยทำงานอยู่ในโครงการศึกษาดนตรีสำหรับบุคคลทั่วไปที่เสรี เซ็นเตอร์นั้น ดิฉันได้เห็นพัฒนาการที่ดี และศักยภาพที่มีอยู่ พวกอาจารย์จะต้องทำการศึกษาอย่างสม่ำเสมอและพัฒนาตัวเอง ทุกอย่างต้องการเวลา ญี่ปุ่นเปิดรับดนตรีตะวันตกมาแล้วเป็นเวลาร้อยปี และได้สร้างนักดนตรีที่มีความสามารถระดับโลกขึ้นมามากในปัจจุบัน ดิฉันเชื่อว่าประเทศไทยกำลังเดินไปสู่จุดนั้นเช่นกัน เพียงแต่เราอาจจะต้องการความหลักแหลมสักหน่อย เราควรใส่ใจในดนตรีทุกๆ ประเภท อย่างเช่นงานดนตรีร่วมสมัยหรืออื่นๆ อีกมาก และที่สำคัญมากคือเราต้องเริ่มพัฒนาจากรากฐาน ไม่ใช่จากระดับวิทยาลัย แต่ต้องเริ่มจากเด็กเล็กๆ ในโรงเรียนประถมศึกษาให้มีความรักชอบในดนตรี คือไม่เพียงแต่เราจะต้องสร้างนักดนตรีที่ดีเท่านั้น แต่เราต้องสร้างผู้ฟังที่ดีขึ้นมาด้วยในขณะเดียวกัน ผู้ฟังที่สามารถจะเข้าใจและซึมซับคุณค่าของดนตรีไว้ได้

เพลงดนตรี : พูดได้ว่าวิทยาลัยดุริยางคศิลป์มาถูกทางกับการเปิดมัธยมดนตรี
ดร.เอริ : ใช่ คุณรู้ไหมว่าที่ญี่ปุ่นนั้นมีกระทั่งโรงเรียนอนุบาลที่เปิดสอนดนตรี ซึ่งสอนการฝึกโสตทักษะ ให้เด็กๆ ได้ฟังเพลง

เพลงดนตรี : พบปัญหาอะไรบ่อยที่สุดในการเรียนการสอนกับนักเรียนไทย?
ดร.เอริ : อย่างที่ดิฉันบอก คือพวกนักเรียนมีปัญหาในการฟัง พวกเขาไม่สามารถได้ยินเสียงได้อย่างถูกต้อง แล้วก็เรื่องการอ่านโน้ต นอกจากนั้นยังมีหลายคนที่เรียนไปเพื่อที่จะจบให้เร็วๆ เท่านั้น เพื่อใบปริญญาบัตร เพื่อแสดงว่าพวกเขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเท่านั้น พวกนี้ไม่ได้มีความรักในดนตรีอย่างแท้จริง

เพลงดนตรี : อาจารย์ชาวต่างชาติบางคนบ่นว่านักเรียนไทย มักพยายามจะเล่นชิ้นงานที่ยากเกินตัว ซึ่งไม่เกิดผลดีอะไรขึ้นมา
ดร.เอริ : ใช่ นั่นเป็นปัญหาเช่นกัน พวกเขาพยายามที่จะก้าวกระโดดไปให้เร็วที่สุด โดยที่ยังขาดความเข้าใจในเรื่องที่เป็นพื้นฐาน

เพลงดนตรี : ในญี่ปุ่น รัฐบาลให้การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะดนตรีอย่างไร?
ดร.เอริ : เรามีการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ มีระบบการจัดการที่ดีมาก และหน่วยงานเอกชนก็ให้การสนับสนุนมาก เช่นในส่วนของการสร้างหอแสดงดนตรีขนาดใหญ่ การจัดเทศกาลดนตรีต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยมาก

เพลงดนตรี : ค่าใช้จ่ายที่นักเรียนในการเรียนดนตรีในประเทศญี่ปุ่นสูงไหม?
ดร.เอริ : ค่อนข้างสูง ยกเว้นก็แต่ในมหาวิทยาลัยของรัฐซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า อย่างไรก็ดีก่อนที่นักเรียนจะมีความสามารถพอที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้ พวกนักเรียนก็ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนดนตรีเฉพาะบุคคลในราคาแพงมาก เช่นในกรณีของวิทยาลัยที่ดิฉันเรียนจบมานั้น มีระเบียบว่านักเปียโนต้องสามารถเล่นไวโอลินได้ด้วยในขณะเดียวกัน ซึ่งทำให้ดิฉันต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเพื่อเรียนไวโอลินตามกฏเกณฑ์ของวิทยาลัย ก่อนที่จะทำการสอบเข้าเรียนได้

เพลงดนตรี : ปัจจุบันมีโรงเรียนในประเทศไทยหลายแห่ง ที่เอาธุรกิจเป็นที่ตั้งสำหรับการเรียนการสอนดนตรี อาจจะกระทั่งในญี่ปุ่น หรือประเทศอื่นๆ ก็คงเป็นเช่นกัน อาจารย์มีความคิดอย่างไร ต่อเรื่องของดนตรีและธุรกิจ?
ดร.เอริ : ดนตรีกับธุรกิจนั้นแยกออกจากกันได้ยากในโลกปัจจุบัน ในการสร้างสรรค์ดนตรีเช่นการจัดคอนเสิร์ทหรือการออก CD สักชุดนั้น เราต้องมีระบบการจัดการในเรื่องของงบประมาณและการวางแผนให้ดี การเปิดโรงเรียนดนตรีสักแห่งก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีผู้บริหารจัดการด้านธุรกิจที่ดีแล้ว วิทยาลัยอย่างดุริยางคศิลป์นี้ก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จเช่นในปัจจุบัน แต่ในโรงเรียนหรือสถานศึกษานั้น ดิฉันคิดว่าควรจะมีความแจ่มชัดในเรื่องของปรัชญาและเป้าหมาย ที่จะมุ่งไปที่เรื่องของการศึกษาดนตรีเป็นอันดับแรก พร้อมๆ กันนั้นก็ต้องรู้จักบริหารบุคลากร การเงินและการประชาสัมพันธ์เป็นอย่างดี เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เรื่องของการศึกษาและธุรกิจสมดุลกัน แต่ถ้าโรงเรียนดนตรีมัวแต่คิดถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจแล้วละก็ การศึกษาที่มีคุณภาพคงจะไม่เกิดขึ้น

เพลงดนตรี : การเรียนการสอนวิชาเปียโนในญี่ปุ่น อเมริกา และประเทศไทยมีวิธีการที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?
ดร.เอริ : ในญี่ปุ่น นักเรียนเริ่มเรียนค่อนข้างเร็ว เมื่ออายุสัก 3 ขวบถึง 6 ขวบ แต่ในอเมริกาส่วนมากจะเริ่มที่อายุ 7 ขวบ ในญี่ปุ่นนั้นครูสอนเปียโนระดับต้นจะสอนและให้ความสำคัญกับการฝึกโสตมาก ซึ่งเป็นผลให้นักเรียนสามารถอ่านและเล่นเพลงต่างๆ ได้อย่างไม่ผิดพลาดเมื่อเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นๆ ไป ในอเมริกานั้นกลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับการฝึกโสตนัก เพลงต่างๆ ที่ให้นักเรียนเล่นก็ยังไม่หลากหลาย ที่ญี่ปุ่นอาจารย์ส่วนมากใช้หนังสือแบบฝึกหัด Technique อย่างของ Hanon หรือ Czerny ขณะที่ดิฉันพบว่าอาจารย์หลายคนในอเมริกากลับไม่เห็นด้วยและไม่ยอมใช้แบบฝึกหัดเหล่านี้ ในญี่ปุ่นนักเรียนมักจะมี Technique การเล่นที่ดีแต่ขาดการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก พวกนักเรียนไม่ค่อยกล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด ซึ่งลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นในการเรียนการสอนด้วย พวกนักเรียนจะไม่ค่อยถามอะไรครู และจะตอบก็ต่อเมื่อครูถาม มันเป็นวัฒนธรรมที่พวกนักเรียนจะต้องทำตามคำสั่งของครูอาจารย์โดยเคร่งครัด ซึ่งส่งผลให้การเล่นดนตรีของพวกเขาขาดความโดดเด่นเฉพาะตัวและฟังดูเหมือนๆ กันไปหมด แต่ในอเมริกานักเรียนไม่กลัวครู ชอบถามอะไรต่ออะไรและแสดงความคิดเห็น ซึ่งครูก็ให้ความเคารพต่อความคิดเห็นของนักเรียนด้วย นักเรียนที่นั่นจึงมีการแสดงออกและการถ่ายทอดอารมณ์ที่ดี แต่ขาดความชำนาญทาง Technique ที่จะช่วยให้การถ่ายทอดอารมณ์นั้นเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนสำหรับนักเรียนไทยนั้น ดิฉันต้องการเน้นความสำคัญทั้ง Technique และการถ่ายทอดอารมณ์ แต่ดูเหมือนทั้งอาจารย์และนักเรียนส่วนใหญ่ในประเทศไทยมักจะพยายามทำอะไรรีบๆ ร้อนๆ เช่นการเตรียมตัวอย่างรวดเร็วเพื่อการแข่งขันเปียโน หรือการสอบให้ผ่านเพื่อที่จะได้รับประกาศนียบัตรเท่านั้น ดิฉันอยากจะบอกทุกคนที่เรียนศิลปะหรือดนตรีว่าการเรียนศิลปะนั้น มีความสำคัญมากกับการสร้างรากฐานที่มั่นคงแข็งแรง และมันก็ต้องการเวลาและความอุตสาหะอย่างมาก ศิลปะนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าถึงได้อย่างง่ายๆ และรวดเร็ว

เพลงดนตรี: มีความแตกต่างไหม ระหว่างการเป็นนักเปียโนอาชีพ กับการเป็นอาจารย์สอนเปียโน
ดร.เอริ : ตอนนี้ดิฉันทำงานที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ในฐานะของอาจารย์ประจำ หน้าที่สอนจึงเป็นงานหลักของดิฉัน ในขณะที่การแสดงคอนเสิร์ทต่างๆ ในฐานะนักเปียโนนั้นจัดเป็นงานรองลงมา แต่ดิฉันเชื่อว่านักเปียโนทุกคนจะต้องไม่หยุดการเรียนรู้ เพราะการศึกษานั้นไม่รู้จบและเกิดขึ้นตลอดเวลา ดิฉันต้องศึกษาเพลงใหม่ๆ ที่ตัวเองไม่เคยเล่นเสมอ จริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะพัฒนาตัวเองในฐานะนักเปียโนในขณะที่มีงานสอนค่อนข้างมาก แต่ดิฉันก็พยายามทำให้ดีที่สุด ดิฉันจะรู้สึกไม่ดีนักถ้าวันไหนไม่ได้ซ้อมเปียโน

เพลงดนตรี : อยากให้เล่าถึงช่วงชีวิตในวัยเด็ก กับจุดเริ่มต้นของการเป็นนักดนตรี
ดร.เอริ : ดิฉันเริ่มเรียนเปียโนเมื่ออายุได้ 4 ขวบ จำไม่ได้หรอกว่าทำไม น่าจะเป็นเพราะแม่ของดิฉัน แม่อยากจะเป็นนักดนตรีมาตั้งแต่ยังเด็ก ตอนนั้นมีสงคราม และตาก็ไม่อนุญาตให้แม่เรียนดนตรี การเล่นเปียโนจึงเป็นความฝันของแม่ตลอดมา แต่เท่าที่จำได้ ตอนเด็กๆ ดิฉันไม่รู้สึกสนุกกับการซ้อมเปียโนเลย (หัวเราะ) ดิฉันถูกบังคับให้ซ้อมเปียโนก่อนถึงจะออกไปเล่นได้ ดิฉันเกลียดการซ้อมมาก แต่มันก็ทำให้ดิฉันมีวันนี้ได้ จึงควรที่จะขอบคุณแม่ที่เข้มงวดกับดิฉัน ตอนนั้นดิฉันไม่เคยมีความคิดจริงจังหรือถึงกับตั้งความหวังว่าจะเป็นนักเปียโนหรอก ตอนที่ดิฉันเรียนชั้นประถมดิฉันมีเพื่อนคนหนึ่งเล่าความฝันให้ฟังว่าโตขึ้น เขาจะต้องเป็นนักเปียโนให้ได้ ซึ่งดิฉันฟังแล้วก็เฉยๆ นะ ไม่ได้รู้สึกสนใจหรือมีความฝันที่จะเป็นนักเปียโนอย่างเขาเลย มาถึงตอนเรียนชั้นมัธยมต้น ดิฉันก็อยากจะลองทำอย่างอื่นดูบ้าง ตอนนั้นดิฉันได้เล่นในวงโยธวาทิต เป่าแซ็กโซโฟน หลังจากนั้นอีกสองปีก็เปลี่ยนมาเป่าคอร์เน็ท ดิฉันใช้เวลาฝึกซ้อมคอร์เน็ทมากกว่าเปียโนเสียอีก และดิฉันยังสนใจในเครื่องดนตรีอื่นไปด้วยในขณะเดียวกัน ตอนนั้นดิฉันอยากเล่นโอโบมาก ดิฉันชอบเสียงของมัน และขอให้แม่ซื้อให้ แต่โอโบเป็นเครื่องดนตรีที่ราคาค่อนข้างแพงมากเธอก็เลยให้ดิฉันเปลี่ยนมาเล่นฟลุทแทน (หัวเราะ) แต่ดิฉันมักจะเวียนหัวเมื่อเป่าฟลุท มันจึงไม่ได้เป็นเครื่องดนตรีที่ดิฉันถนัดนัก ช่วงนั้นดิฉันเกือบจะเลิกเล่นเปียโนไปเลย

เพลงดนตรี : ช่วงนั้นเรียนอยู่ชั้นไหน?
ดร.เอริ : มัธยมปลาย คงเทียบได้เป็นมัธยมปีที่ 5 ฉันไปพบอาจารย์แล้วก็ขอโทษท่าน ว่าดิฉันต้องการที่จะเลิกเรียนเปียโน และก็หยุดไปเป็นเวลา 3 เดือน ก่อนที่จะเปลี่ยนใจกลับไปเรียนอีกครั้งและตั้งใจมากขึ้นเพื่อที่จะสอบเข้าเรียน ในวิทยาลัยในสาขาเอกเปียโนอย่างจริงจัง

เพลงดนตรี : การได้เล่นเครื่องดนตรีที่หลากหลายอาจมีส่วนช่วยให้อาจารย์มีความเข้าใจ ในดนตรีมากขึ้นด้วย เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกลออกไป
ดร.เอริ : ใช่ และครอบครัวของดิฉันก็มีส่วน ครอบครัวของดิฉันไม่ใช่นักดนตรี แต่ว่าชอบฟังเพลงคลาสสิกมาก ช่วงเด็กๆ ดิฉันได้ฟังเพลงเยอะ โดยเฉพาะเพลงสำหรับวงซิมโฟนี ออร์เคสตร้า เมื่อครู่ดิฉันลืมพูดเกี่ยวกับสถานีวิทยุในญี่ปุ่นไปหน่อย ว่าทางวิทยุมีรายการเพลงที่ดีมากๆ เปิดเพลงคลาสสิกตลอด 24 ชั่วโมง และมีผู้บรรยายที่ยอดเยี่ยม มีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถบรรยายเรื่องของ Chopin ได้อย่างละเอียดทั้งในส่วนของชีวิตและผลงานการประพันธ์ ดิฉันได้มีโอกาสฟังรายการเหล่านี้และบันทึกเสียงไว้เพื่อการศึกษาด้วย เราน่าจะมีรายการดีๆ แบบนี้ในประเทศไทยบ้าง... ดิฉันฟังเพลงมาก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ดิฉันชอบเพลงสำหรับกีต้าร์มาก และก็เลือกฟังอยู่แต่เพลงสำหรับกีต้าร์อย่างเดียวเท่านั้น (หัวเราะ) สรุปว่าดิฉันตั้งใจที่จะเป็นนักเปียโนเอาจริงๆ ก็ตอนที่อยู่มัธยมปลาย เริ่มซ้อมมากขึ้น แต่ก็พูดไม่ได้ว่ามากนัก สาเหตุที่ดิฉันเลือกเรียนที่ KOYO HIGTH SCHOOL KYOTO ก็เพราะว่าอาจารย์ของดิฉันสอนอยู่ที่นั่น และมันก็เป็นวิทยาลัยที่ใกล้บ้านดิฉันที่สุดด้วย ที่นั่นเป็นวิทยาลัยที่ดี แต่เหตุผลที่ทำให้ดิฉันเข้าเรียนที่นั่นก็ยังไม่ใช่เป็นเพราะความตั้งใจอย่างแรงกล้า ที่อยากจะเป็นนักเปียโนจริง ๆ

เพลงดนตรี : เป็นเพราะสภาพแวดล้อมและการเดินทางที่สะดวกสบายมากกว่า...
ดร.เอริ : ใช่ และพอสอบเข้าได้ดิฉันก็อยู่ในวงโยธวาทิตอีก ทีนี้ได้เล่นทรัมเป็ท ดิฉันกลับมาใช้เวลาฝึกซ้อมทรัมเป็ทมากกว่าเปียโนอีกครั้ง (หัวเราะ) ดิฉันต้องปิดอาจารย์สอนเปียโนเป็นความลับเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนวงนั้นก็ไม่ใช่เพียงวงสำหรับนักเรียนดนตรีเท่านั้น แต่เป็นวงของนักดนตรีในหลักสูตรซึ่งจริงจังมากกว่าเมื่อก่อน ดิฉันได้เรียนรู้หลายอย่างจากการเล่นในวง รวมถึงการบรรเลงภายใต้การควบคุมวงของวาทยกร จนในปีที่สี่ดิฉันก็ยังไม่คิดจริงจังนักกับการเรียนเปียโน ในปีสุดท้ายนั้นดิฉันต้องทำการฝึกสอนในโรงเรียนมัธยม จริงๆ แล้วดิฉันไม่เคยอยากเป็นครูมาก่อน และก็ได้ไปฝึกสอนอยู่ในโรงเรียนที่แย่มากๆ ดิฉันต้องสอนเพลง เอเดอร์ ไวส์ เอเดอร์ ไวส์ (ร้องให้ฟัง) แต่ไม่มีนักเรียนร้องตามสักคน จนดิฉันต้องทั้งร้องทั้งเล่นเอง ทำเอาดิฉันแทบจะร้องไห้เลยนะตอนนั้น (หัวเราะ) ดิฉันจึงรู้สึกว่าการเป็นครูในโรงเรียนมัธยมไม่น่าจะเหมาะสำหรับตัวเอง
หลังจากนั้นดิฉันได้เรียนกับอาจารย์ที่ดีมากๆ อีกคนหนึ่ง ในหลักสูตรปริญญาโทเป็นเวลาหนึ่งปี และในขณะเดียวกันก็ทำงานกับโรงอุปรากรแห่งหนึ่ง ได้ร่วมงานกับนักร้องที่ต้องใช้เปียโนประกอบในการฝึกซ้อมมากมาย ได้เรียนรู้เพลงร้องเยอรมัน ซึ่งเป็นประโยชน์กับตัวดิฉันมาก จากนั้นก็ได้ไปเรียนต่อที่ Ball State

เพลงดนตรี : เกี่ยวกับชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร?
ดร.เอริ : ดิฉันสอนอยู่ที่ Ball State เป็นเวลา 3 ปี มันดีสำหรับดิฉันมาก ตอนแรกก็มีคนถามว่าดิฉันจะไปเรียนต่ออีกทำไม แต่การได้ไปที่นั่นก็ทำให้ดิฉันได้มีโอกาสได้งานสอนดนตรีในมหาวิทยาลัย -ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีมาก แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันรู้สึกค่อนข้างตึงเครียดกับชีวิตที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความแตกแยกภายในองค์กร อาจารย์ที่นั่นส่วนใหญ่โดยเฉพาะอาจารย์ผู้หญิงนั้นมักจะอยู่เป็นโสด พวกเขาทำงาน ทำงาน กลับบ้านแล้วก็ยังทำงาน (เน้นเสียง) ซึ่งเป็นความรู้สึกที่กดดันมากสำหรับดิฉัน หรืออาจจะสำหรับอีกหลายๆ คนด้วย ดิฉันจึงคิดว่านั่นมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกนะ ดิฉันอยากเป็นคนธรรมดา อยากมีชีวิตแบบคนทั่วๆ ไป ดิฉันจึงตัดสินใจเดินทางมาเมืองไทยพร้อมกับสามี แน่นอนว่าดิฉันจริงจังกับดนตรีมาก แต่ขณะเดียวกันดิฉันก็อยากใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาด้วย


เพลงดนตรี :
ไม่ใช่แบบเครื่องจักร
ดร.เอริ : ใช่ นั่นคือสิ่งที่เราลืมไป

เพลงดนตรี : อาจารย์คิดจะทำอะไรต่อในอนาคต
ดร.เอริ : เร็วๆ นี้ดิฉันมีโครงการหลายอย่างเช่นการพิมพ์โน้ตเพลงและก็บันทึกแผ่น CD แต่ในระยะยาวแล้วดิฉันก็แค่อยากจะสอนเปียโนและเล่นเปียโนต่อไปให้นานที่สุดเท่านั้น ดิฉันหวังว่าจะได้ช่วยเหลือและสร้างนักเปียโนรุ่นใหม่และอาจารย์ที่ดี เพื่อให้ทุกคนได้มีความสุขกับการฟังดนตรีคลาสสิก

ขอขอบคุณอาจารย์สุรัตน์ เขมาลีลากุลผู้มีส่วนช่วยเหลือให้การสัมภาษณ์ดำเนินไปด้วยความราบรื่นโดยตลอด


(อ่านบทความว่าด้วยการใช้โน้ตซอลเฟจในดนตรีศึกษาของ ดร. เอริ นาคากาวา ได้จากวารสารเพลงดนตรี)

back