This Web Page is best viewed by Internet Explorer 5. Please select your text size to Medium.

 

วารสารเพลงดนตรี ปีที่ 10
ฉบับที่ 2 เดือนธันวาคม 2546

 

เรื่องเด่นประจำฉบับ

เล่าเรื่องดนตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดล โครงการปริญญาเอกสาขาดนตรี
สุกรี เจริญสุข

ในกวีมีเพลง ในเพลงมีชีวิต เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
กองบรรณาธิการ

 

กลับหน้าแรก

 

 

 

 

 

 

 

ในกวีมีเพลง ในเพลงมีชีวิต เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
กองบรรณาธิการ

ในเส้นทางที่ทอดยาวมาบรรจบกันของวรรณศิลป์และดุริยางคศิลป์ ช่วงหลายสิบปีผ่านมา หลากรสบทกลอนสะเทือนใจ ถ้อยคำขับขานที่เกี่ยวพันกับดนตรี เสียงเพลงและเรื่องราวของชีวิตที่ถ่ายทอดออกมาเป็นคำกวี ได้เป็นเครื่องยืนยันถึงความผูกพันของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กับโลกดนตรีว่าลึกซึ้งเพียงไร
ภาพที่คุ้นเคยสายตายามที่กวีรัตนโกสินทร์ผู้นี้ก้าวย่างไปทางใด คือการร่ายลมหายใจผ่านลำขลุ่ยไม้ไผ่ เป็นมนต์เพลงพลิ้วหวาน สอดประสานไปกับลำนำกวีที่กลั่นกรองมาจากมุมมองชีวิต งดงาม ภาษาสวยรื่นไหลเข้มข้นทรงพลัง วลีอักษรสอดสัมผัสกับท่วงทำนองเพลงขลุ่ยเนิบนุ่มพาหัวใจ ให้ล่องลอยเข้าไปในถ้อยคำความหมายที่กวีถ่ายทอดมานั้น
การแนะนำตัวตนของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อย่างเป็นทางการ ผ่านศักดิ์ศรีที่หน่วยงานราชการหรือเอกชนมอบให้และ ข้อมูลเกี่ยวกับตัวผลงานที่สร้างทำมากมาย คงมีให้ผู้อ่านในสังคมไทยได้เสพสัมผัสกันอยู่ไม่น้อย ไม่ยากที่จะไปติดตามถามหาหรือนำมาวิเคราะห์เจาะลึก ดังนั้นการพบปะกันในหน้าหนังสือเพลงดนตรีครั้งนี้ เป็นเรื่องที่มุ่งหมายว่าจะคุยกันเรื่องประสบการณ์และความรู้สึกนึกคิดในทางดนตรีมากกว่า
เส้นทางชีวิตของกวีคนหนึ่งกับโลกดนตรี เริ่มต้นการเดินทางที่บ้านเกิด ชุมชนเล็กๆในอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี นับจากรู้ความมาจนถึงอายุหกสิบสามปีในปัจจุบัน (เกิด ๒๖ มีนาคม ๒๔๘๓) ไม่เคยมีช่วงใดเลยที่ห่างเหินเมินหมางกัน
มือแรกที่จูงให้หัดเดินนั้นคือคุณพ่อ สมบัติ พงษ์ไพบูลย์ จากขลุ่ยเลาหนึ่งที่หัดให้ลูกชายเป่าพอเป็นเสียงเพลง มาสู่โอกาสของเด็กชายตัวเล็กๆที่ไปคลุกคลีอยู่กับวงปี่พาทย์รับลิเกของผู้ใหญ่ในชุมชน
"ผมนั้นอยู่ในวงระนาดรับลิเกมาตั้งแต่เป็นเด็กตัวเล็กๆ เพราะว่าอยู่บ้านนอก บ้านทวนบ้านผมนั้น มหรสพประจำก็คือลิเก แล้วพ่อผมก็จะพาผมไปนั่งในวงระนาดรับลิเกตลอดเวลาเลย แทนที่จะไปวิ่งซนที่ไหน ก็เข้าไปนั่งกลางวงนั่นแหละ เราก็ได้ดูลิเกใกล้ชิดด้วย บางทีก็ตีกรับ ตีฉาบไปบ้าง คือหัดตีโฉ่งฉ่างเวลาลิเกรบกันอะไรอย่างนั้น แต่ก่อนงานบวชงานอะไรเขามักจะหาลิเกมา พอมีลิเกก็เป็นมหรสพของหมู่บ้านคนทั้งหมู่บ้านจะดูกัน เวลามีงานวัดงานอะไรทั้งหลายแหล่ จะต้องมีลิเก มีหนังตะลุงด้วยนะ หนังตะลุงหนังเมืองเพชร ไอ้แก้ว ไอ้เปลือย ฉะนั้นผมเลยคุ้นชินกับปี่พาทย์ลาดตะโพนเหล่านี้กับงานวัด เพราะเวลาไปทำบุญวัดก็จะมีปี่พาทย์อยู่ตลอดเวลา ปี่พาทย์ก็เป็นวงชาวบ้านซึ่งมีประจำอยู่ บางทีก็มีพาทย์รับลิเกก็วงเดียวกันนี่แหละ"

เพลงดนตรี ตอนที่เริ่มรู้จักดนตรีนั้น เข้าเรียนหนังสือแล้วหรือยัง
เนาวรัตน์ ยังไม่เข้าเรียน พ่อก็หัดให้เป่าขลุ่ยตั้งแต่ยัง ไม่เข้าเรียนนั่นแหละ ใช้ขลุ่ยไทยที่ผู้ใหญ่เขาเป่ากัน ขลุ่ยของพ่อ ระยะนิ้วพอได้ เป็นขลุ่ยเพียงออ ไม้ไผ่ พ่อไปซื้อมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่แกจะเป็นคนมาเลี่ยมหัวท้าย ขลุ่ยมีลาย สงสัยจะซื้อจากในเมืองหรือจากกรุงเทพฯไปขายแถวนั้น
พ่อผมจับนิ้วให้ เพลงแรก (ร้องเพลงให้ฟัง)…เจ๊กเอยทำอะไร ตีริกไป สูบยาแดง ลูกช้างทำไมไม่พาย ล้าลาลา…. ไม่รู้ทำนองอะไร เป่าขลุ่ยเพลงนี้จนคล่องตามภาษาเด็กๆ
พอเข้าเรียนที่โรงเรียนประถมเขามีแตรวง พ่อก็พาผมไปฝากให้หัดคลาริเนต แต่หัดไม่ไหวเพราะมันใช้ลมเยอะ สำหรับเด็กตัวเล็กๆ เป่าขลุ่ยได้แต่เป่าคลาริเนตมันยาก มันต้องเปลี่ยนนิ้วขึ้นข้างบน คือมือซ้ายขึ้นบนแล้วผมหัดขลุ่ยใช้มือขวาขึ้นบน พอหัดไม่ได้ก็มาตีฉาบอีกนั่นแหละ เวลามีงานเขาก็ตีกลอง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง กลองแตรวงนั่นแหละ เราก็ไป ส่วนมากเป็นงานแห่ศพแห่นาค ก็เดินเข้าขบวนแตรวงเป็นประจำ แล้วก็ติดใจตรงที่ว่าพวกแตรวงเวลากลางคืนเขาจะไปซ้อมกันที่บ้านครู ก็จะได้เล่นเพลงไทยเพลงใหญ่ๆ เช่น เขมรไทรโยค เขมรพวง เขมรละออองค์ พราหมณ์ดีดน้ำเต้า อะไรพวกนี้ เราได้ฟังได้กล่อมหูได้รู้ไปด้วยว่าเพลงอะไรเป็นอะไร ได้จากการฝึกแตรวงซ้อมแตรวง อันนี้ก็คือชีวิตภาคปฐมวัย

เพลงดนตรี แสดงว่าโรงเรียนสมัยโน้นก็มีการส่งเสริมดนตรีกัน
เนาวรัตน์ ใช่ แตรวงตอนนั้นเป็นแตรวงระดับประถม แล้วเป็นแตรวงวงเดียวของหมู่บ้าน ซึ่งเวลามีงานก็ต้องแตรวงวงนี้แหละ ไม่มีชื่อวงหรอก มีครูฉวีเป็นคนสอน
ส่วนภาคมัธยมไปเรียนที่โรงเรียนวิสุทธรังษี ตอนนี้อังกะลุงเริ่มเข้ามา เป็นของใหม่ เพิ่งจะเข้ามาในโรงเรียนเป็นแห่งแรกเลยในเมืองกาญจน์ ว่างั้นเถอะ ก็หัดอังกะลุง เออมันง่ายดี แล้วมันแปลกตรงที่ต้องถือคนละสองอัน จำได้อยู่ ม.๒ ม.๓ ผมก็ถือซอล-ลา เท่ากับว่าผมเป็นหัวหน้าวงอังกะลุง เพราะว่าผมชำนาญในเรื่องเพลงมาก่อนเพื่อนๆ ด้วยกัน วงอังกะลุงก็มีครูพลบ มิ่งมงคล ดูแล แกเป็นครูสอนขับร้อง เวลาชั่วโมงขับร้องแกจะพาออกไปนอกห้อง เด็กเมืองกาญจน์ทุกคนต้องร้องเพลงไทย อย่างน้อยเขมรไทรโยคได้

เพลงดนตรี ช่วงประถมได้ฟังวิทยุไหม
เนาวรัตน์ ไม่ได้ฟัง ตอนนั้นมันเป็นช่วงหลังสงคราม

เพลงดนตรี เพราะฉะนั้นเสียงดนตรีที่เข้าหูจึงเป็นดนตรีสดๆของจริง
เนาวรัตน์ ใช่ ทีหลังบ้านผมก็เปิดเป็นวิกลิเกขึ้นมาอีก ความคุ้นชินกับระนาดราดตะโพนก็ยังอยู่ติดต่อเนื่องกันมา ผมค้างในเมือง แต่ว่าเสาร์อาทิตย์ต้องกลับไป มีหน้าที่จุดตะเกียงเจ้าพายุ แต่ก่อนมันไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเครื่องเสียงด้วย ร้องกันสดๆ ในโรงลิเก ฟังดนตรีไทย แล้วก็มาเพลงชีวิต คนละอย่างกับเพลงเพื่อชีวิตนะ เพลงชีวิตเป็นสิ่งที่ผมคุ้นชินมาพอมามัธยมเริ่มโตเป็นหนุ่ม เริ่มมีเพลงเข้ามาแล้ว เพลงที่ฮิตกันมากในสมัยนั้นก็คือเพลงของ เสน่ห์ โกมารชุน คำรณ สมยศ ทัศนพันธ์ สมยศนี่กำลังวัยรุ่นเลยตอนนั้น เป็นขวัญใจของนักเรียนวัยรุ่นทั้งหมดเลย

เพลงดนตรี ฟังจากไหน
เนาวรัตน์ แผ่นเสียงสิ งานวัดเขาก็มีแผ่นเสียง จะเปิดเพลงสมยศส่วนใหญ่ เพลงที่ฮิตตามบ้านนอกส่วนใหญ่เป็นเพลงสมยศ แม่นางนกขมิ้น ชาญ เย็นแข เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในเรื่องเพลงกับวัยรุ่นแหละ คือตอนนั้นยังไม่มีลูกทุ่ง ก็มีเพียงสมยศ ชาญ จนกระทั่งมัธยมปลายถึงเริ่มมีสุเทพ ชรินทร์ เริ่มเข้ามา ก็ชอบเป็นบางเพลง ก็ยังชอบสมยศอยู่นั่นแหละ จำได้ว่าสมยศไปปิดวิกเมืองกาญจน์ครั้งแรก วิกแตกเลยแหละ เพราะวิกเป็นฝาไม้กระดาน คนแน่นขนาดนั้นพิงมากๆวิกพัง

เพลงดนตรี สุนทราภรณ์เคยได้ยินมาก่อนไหม
เนาวรัตน์ เคยได้ยินแต่ไม่ชอบ ผมว่าเสียงคนแก่ แล้วมันไม่โดนใจ

เพลงดนตรี สมัยนั้นมีวงดนตรีไปเล่นเมืองกาญจน์ปล่อยไหม
เนาวรัตน์ บ่อย เป็นที่นิยมมาก ได้เห็นพีระ ตรีบุปผา อุดม เขียนเอียด มารุ่นหลังๆ สมจิตร ตัดจินดา เอมอร วิเศษสุด อะไรพวกนี้แหละ มาจนกระทั่งมาพบ ลัดดา ศรีวรนันท์ มงคล อมาตยกุล นักดนตรีและวงดนตรีที่เดินสายก็เป็นของ วงพยงค์ มุกดา

เพลงดนตรี ใฝ่ฝันอะไรไหมกับเรื่องของดนตรีกับเพลง
เนาวรัตน์ ตอนอยู่มัธยมผมเริ่มแต่งเพลง โดยพยายามแกะโน้ต จนได้ โน้ตตัวเขบ็ดนี่แหละ ตอนที่หัดแตรวงได้เรียนรู้โน้ต ด ร ม ฟ ซ มาหัดเทียบกับโน้ตเขบ็ด มันได้เนี่ย มันใช่ทำนองนี่ ก็เลยได้แกะทำนองได้ ก็เลยลองแต่งเพลง ใช้โน้ต ด ร ม ฟ ซ ผมแต่งอยู่สาม-สี่ เพลง แต่งทำนองเนื้อเองเลยนะ แล้วก็แปลงเพลง เพลงสมยศที่เพราะๆนี่นะ พอถึงวันครู ถึงวันอะไรนี่ เราก็แปลงเนื้อใหม่ แต่งเนื้อใหม่ เป็นเพลงเคารพครู เพลงแล้วแต่วาระโอกาส โดยเอาทำนองเดิมของเขามาใส่เนื้อใหม่ ทำนองที่เราชอบๆ จำได้เพลง (ร้องให้ฟัง) ปางเมื่อพุทธองค์ทรงภาวนา ตัดปวงตัณหาโลกีย์.. นี่ผมก็เอาไปแปลงเป็นเพลง จำได้ว่าไปร้องในงานลูกเสือเดินทางไกล แต่ละหมู่ต้องมีอะไรไปแสดง ผมก็แต่งเพลงทำนองนี้ แล้วให้เพื่อนที่เป็นนักร้องไปร้อง โอกาสแต่งเพลงอย่างนี้มีอยู่เยอะเลย พอรู้ว่าเราแต่งเพลงได้ งานแต่งเพลงก็มีมาเยอะ แต่เราก็ใช้วิธีเอาทำนองเพลงที่มันฮิตๆ เรามาใส่เนื้อใหม่ ไปพักแรมลูกเสือ คืนนี้จะมีอะไร เพื่อนก็ เอ้าเอ็งไม่ต้องทำอะไร แต่งเพลงๆ หนึ่ง ผมก็ไม่ต้องทำอะไร เพื่อก็ไปตัดไม้มาสร้างค่าย หุงข้าว เราก็ไปนั่งแต่งเพลง แบ่งหน้าที่กัน

เพลงดนตรี ช่วงนั้นเขียนกลอนอยู่แล้ว
เนาวรัตน์ ผมเขียนโคลง อยู่มัธยมเขียนโคลงตลอด แล้วก็มาเขียนเพลงด้วย เพราะฉะนั้นผมจะรู้ว่า โคลงกลอนเอามาทำเป็นเพลงมันยาก เขาไม่ค่อยทำกันหรอก มันจะถูกบังคับอักษรทำให้ทำนองดิ้นไปไม่ค่อยได้ ทีนี้ที่ดีที่สุดคือ ต้องเอาทำนองมาก่อนแล้วแต่งเนื้อใส่ เพราะผมชำนาญอย่างนั้นมาตั้งแต่อยู่มัธยม รู้เสียงสูงเสียงต่ำ ผมว่าดนตรีมีส่วนช่วยมากทำให้ผมมาแต่งโคลงแต่งกลอนเข้าใจเรื่องความเลื่อมล้ำของเสียง จังหวะจะโคนของภาษา ดนตรีช่วยมากเลย

เพลงดนตรี ระหว่างดนตรีกับกวี อะไรถูกปลุกขึ้นมาก่อนในตัวของคุณเนาวรัตน์
เนาวรัตน์ ผมว่าพร้อมๆ กัน ผมท่องโคลงได้ก่อนอ่านหนังสือได้ เพราะพ่อสอนให้ท่องก่อนที่จะรู้หนังสือ ท่องธรรมดา ส่วนใหญ่เป็นโคลง ผมจึงติดโคลง… เพื่อนกินสิ้นทรัพย์แล้ว แหนงหนี หาง่ายหลายหมื่นมี มากได้… ติดอยู่ข้างฝา พ่อแต่งกอไก่ให้ท่อง …กอเอ่ยกอไก่ จงขันเรื่อยไปข้าจะฟัง… ผมท่องกอไก่ของพ่อได้แล้วพ่อถึงจะเริ่มจับมือเขียน แล้วก็ผสมตัว คืออ่านออกเขียนได้แล้วถึงเข้าโรงเรียน ส่วนที่ได้จากคุณพ่อก็เป็นพวกกวี แล้วก็ดนตรี เพราะว่าพ่อจับหัดขลุ่ยตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่เห็นแกเป่าเข้าวงอะไร แกหัดให้ผมอยู่เพลงเดียว

เพลงดนตรี เคยสงสัยไหมว่าทำไมพ่อถึงสอนให้เราเล่นดนตรี
เนาวรัตน์ ไม่สงสัย มันเป็นความชอบโดยธรรมชาติของแก พ่อผมแกชอบไอ้เรื่องพรรค์เนี่ย สอนให้ผมเล่นหมากดวดด้วยกัน ผมก็นั่งเล่นคร่ำเคร่งกับแก แกไม่มีเพื่อเล่นแกก็ชวนผมมานั่งเล่น กัน บางทีแกก็แกล้งแพ้บ้าง

เพลงดนตรี แล้วพัฒนาทางดนตรีต่อมาอย่างไร
เนาวรัตน์ ผมก็คลุกคลีกับเรื่องเพลงและดนตรีมาอย่างนั้น จนจบมัธยม มาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนเตรียม แล้วก็มาเรียนธรรมศาสตร์ จริงๆ มาเริ่มดนตรีอีกครั้งตอนเข้าธรรมศาสตร์ ปี ๒๕๐๒ ปีแรกยังไม่มีอะไร จนกระทั่ง ๐๓-๐๔ เริ่มได้ยินเขาเล่นดนตรีไทยกันที่โรงยิม ก็ป้วนเปี้ยนไปดู ปรากฏว่ามีนักศึกษา กับข้าราชการของธรรมศาสตร์นั่งเล่นดนตรีกันอยู่ มันมีบ้านพักคนงานข้างโรงยิม เล่นเครื่องสาย ผมก็เข้าหูเลย ก็เข้าไปเลียบๆ เคียงๆ ไปคุยกับเขาบ้าง พอดีเขายังขาดคนขลุ่ยพอดี ก็เลยได้เข้าวง ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นชุมนุม เป็นนักศึกษามาเล่นกันเอง สนุก เป็นวงของข้าราชการ พวกข้าราชการก็บอก เอ้าพวกนักศึกษาก็มีชอบเหมือนกัน เขาก็บอก ตั้งชุมนุมสิ ตอนนั้นมีแต่ชุมนุมดนตรีสากลไม่มีชุมนุมดนตรีไทย เราก็ยังไปสังกัดชุมนุมดนตรีสากลก่อน แผนกดนตรีไทย แต่ขึ้นอยู่กับชุมนุมดนตรีสากล มีครูเล็ก ครูสังข์ อสัตวาสี เป็นครูฝั่งสากล ของเราดนตรีไทยไม่มี ก็มีครูทิพย์ ปิยะมาน ซึ่งสอนพวกวงข้าราชการในธรรมศาสตร์อยู่ เป็นครูคนแรกของวงดนตรีไทยธรรมศาสตร์ ก็หัดเพลงแป๊ะอะไรอย่างนี้

เพลงดนตรี แต่คุณเนาวรัตน์ก็เข้าหูเพลงพวกนี้อยู่แล้ว
เนาวรัตน์ ใช่ แต่ผมก็ตาม เพราะขลุ่ยคือเครื่องตาม ก็ตามเขายัน ก็ทุลักทุเล เพราะมันไม่มีสถานที่ วงดนตรีสากลเขาอยู่มุมห้องหนึ่ง แล้วเวลาเขาเล่นทีเราก็ไม่ไหว ต้องยกวงลงมาข้างล่าง เพราะเสียงมันดัง เราก็ต้องมาเล่นตามมุมอาคาร จนกระทั่งตั้งเป็นชุมนุมดนตรีไทยขึ้นมา เครื่องดนตรีของพวกข้าราชการกองกลาง คุณสมิธิ นวกุล เป็นหัวหน้ากองกลางของมหาวิทยาลัย คุณแบน แล้วก็มีพวกเรานักศึกษาเข้าไป ก็มีเปี๊ยก ชวลิต ไชยโตสะ นิคม ทัดเสมา ศรี สุนทร เกรียงกันกริช ตุ๊ เสริมพงษ์

เพลงดนตรี การเป็นนักศึกษาวัยรุ่นหันมาเล่นดนตรีไทย คุณเนาวรัตน์รู้สึกว่าตัวเองเชยไหม
เนาวรัตน์ คนอื่นอาจจะเห็นว่าเชย แต่เราคิดว่าเราไม่เชย เพราะเราได้เล่นสิ่งที่มันวิเศษและใครๆ ก็เล่นไม่ได้ ไม่ได้คิดถึงคนฟังเลยเวลาเราเล่นดนตรีไทยเลยเราหลงใหลกันเอง ลงร่องลึกไปเลย ไม่สนใจ ไม่มีงานเราก็ไปหางาน จนตั้งชุมนุมขึ้นมา มีเปี๊ยก ชวลิต ไชยโตสะ เป็นประธานชุมนุมคนแรกดูเหมือนจะเป็นปี ๐๕-๐๖ อะไรเนี่ยแหละ ตั้งชุมนุมดนตรีไทยและตั้งชุมนุมวรรณศิลป์ในปีถัดมา ซึ่งดนตรีไทยกับวรรณศิลป์ ผมเป็นรุ่นก่อตั้งและมีกิจกรรมร่วมกันเพราะไปเล่นกลอนเล่นดนตรีไปด้วยกันอยู่แล้ว แต่เรื่องดนตรีตอนที่ตั้งชุมนุมใหม่ๆ เขาไม่มีห้องให้เรา แต่โรงยิมเขาสร้างตึกเป็นที่พักนักกีฬา ทีนี้ชั้น ๒ ที่เป็นที่เก็บตัวนักกีฬามันว่างอยู่เราก็ไปขอใช้ เขาก็ให้ห้องเรา เป็นห้องเฉยๆ ผมกับบูรพาเพื่อนกัน เดี๋ยวนี้มันตายไปแล้ว ไปขโมยโต๊ะตามโรงอาหาร เคยถูกยามวิ่งไล่จับแล้ววิ่งหนี จนกระทั่งทำเรื่องขอโต๊ะเพื่อมาวางห้องดนตรี คือเริ่มทำกันด้วยตนเองทั้งหมดเลย นี่คือการต่อสู้เพื่อให้มีชุมนุมดนตรีไทย

เพลงดนตรี ตอนนั้นที่มหาวิทยาลัยอื่นก็มีเรื่องดนตรีไทยแล้ว
เนาวรัตน์ เกษตรมีแล้วและเป็นวงที่เข้มแข็งแล้ว จุฬายังไม่มี แต่บังเอิญว่า คณะครุศาสตร์จุฬาเขามีวงดนตรีไทยร่วมกับคณะอักษรศาสตร์ คณะอักษรก็มีคนมาร่วมสองสามคนเท่านั้นแหละ ที่เป็นหลักก็คือ คณะครุศาสตร์ คุณพรรณราย ทรัพยะประภา คล้ายเป็นหัวหน้าหรือหัวเรี่ยวหัวแรงของคณะ แล้วก็มีพี่สันติที่ตอนนี้ไปเล่นอยู่กับอาจารย์ภิญโญ สุวรรณคีรี สีซอด้วง โอ้โฮติดใจมากเลย แกอยู่สถาปัตย์ สีซอด้วงหวานมาก เนื่องจากจุฬาเขาเป็นวงผู้หญิงล้วนๆ พวกเราก็เป็นวงผู้ชายล้วน ฉะนั้นสองวงก็ไปด้วยกันได้สนิทเลย เป็นวงเดียวกันเลย เราจะไปซ้อมดนตรีกันที่ตึกจักรพงษ์กันทุกเสาร์อาทิตย์ ตำส้มตำกิน เหมือนกับเป็นห้องดนตรีของเราเพราะเราไม่มีห้องดนตรี ธรรมศาสตร์ก็ไปที่โน่นเลย มีพวกพี่สันติเป็นครู นักดนตรีผู้ชายมี เฉลิม ม่วงแพรศรีคนเดียวก็ไม่ค่อยเข้ากับพวกสาวๆ เท่าไหร่ ที่มาก็เพราะพวกเราชวนมา

เพลงดนตรี แล้วชุมนุมดนตรีไทยธรรมศาสตร์โตขึ้นมาอย่างไร
เนาวรัตน์ พอตั้งเป็นชุมนุมมันต้องมีครู ทีนี้ครูทิพย์แกได้ไม่ครบเครื่อง ส่วนใหญ่พูดง่ายๆ นักดนตรี ก็ขี้เมา ทั้งที่แกเป็นผู้หญิง แกก็แก่มากแล้ว แล้วแกร้องเสียงดี เราก็ปรึกษากันว่าต้องมีครูอีกสักคนมาช่วยกันทางด้านเครื่อง เราก็ไปที่กองการสังคีต ไปปรึกษา เขาก็บอกว่านี่ไงประเวชนี่แหละ ก็ได้ครูประเวช กุมุทมา ตอนหลังแกก็เล่าให้ฟังว่าแกเรียนธรรมศาสตร์ โอ้โฮเก่งมาก เราทึ่งเลยแหละ มาถึงวันแรก แกดูพวกเราเล่นกันก่อน ฟังพวกเราเล่น เสร็จแล้วก็ เอ้าซอด้วงมาเล่น จดโน้ตแขกลพบุรีเลย พอจดซอด้วงเสร็จ ก็เอ้าซออู้ละ จดโน้ตอีก ขลุ่ยแกจดโน้ตอีก ขิมกับจะเข้แกต่อมือ แล้วคนร้องแกก็ต่อร้องให้ ซึ่งงงมากเลยเพราะเราไม่เคยเล่นอย่างนี้ โน้ตซอด้วงซออู้เป็นโน้ตตัวเลข พวกนั้นเขาเล่นซออู้ซอด้วงเขาเข้าใจ ครูถามมาว่า ถนัดโน้ตอะไร ด ม ฟ ซ แกก็จดโน้ต ด ม ฟ ซ ให้เดี๋ยวนั้นเลย แขกลพบุรี เออมันไม่เหมือนกันนะ ทั้งที่เป็นเพลงเดียวกัน เขาแยกทางไง ทางด้วง ทางอู้ ทางขลุ่ย ต่อจะเข้ ต่อขิม เสร็จ พอมาเล่นร่วมกันโอ้โฮเพราะฉิบหายเลย ไม่เคยเล่นดนตรีไทยเพราะอย่างนี้มาก่อนเลย พอได้ครูเรารู้เลยว่าทางมันมีทางหลัก ทางร้อง ทีนี้ติดหลงใหลเลย โอ้โฮต่อเพลงใหญ่ๆ ได้ ครูขยันมากเลย จดเพลงใหญ่ๆ ให้ทั้งนั้นเลย เล่นกันสนุกมาก หลงใหลดนตรี แล้วก็ไปขอรายการวิทยุประเทศไทย เพราะตอนนี้ชักบารมีแก่กล้า เพราะเป็นวงก็เล่นกันแบบมีแบบแผน
ตั้งวงไปสักระยะ ก็มีนักศึกษาอื่นๆเริ่มทยอยเข้ามา มีไพศาล อินทวงศ์ ตอนหลังเริ่มมีคนระนาดเข้ามา เฉพาะวงเครื่องสายอยู่มา ๒ ปี ๓ ปี เราก็ตั้งวงปี่พาทย์ด้วย ปรึกษาครูประเวชแล้วเอาใครดี หรือว่ามีใครพวกข้าราชการของธรรมศาสตร์ไปเสนอก็ไม่รู้ว่า เอาครูกิ่งไง เราไม่รู้จัก ถามครูประเวช เอาเลย พี่กิ่งรู้จักดี ตอนนั้นครูกิ่งลาออกจากวงดุริยางค์ทหารเรือ ก็เลยกลายเป็นเครื่องสายครูประเวช เป็นคนสอน ปี่พาทย์ครูกิ่งเป็นคนสอน มันมีงานออกปล่อยๆ คืองานโทรทัศน์ช่อง ๔ บางขุนพรหม มันมีสังคีตศาลา ตอนนี้มีประสบการณ์เรื่องดนตรีมากขึ้นเพราะว่า ครูประเวชมีวงของเขาไง คือวงหลวงพ่อหลวงไพเราะเสียงซอ ครูเหม เวชกร ครูเวชเขาประจำอยู่ในวงเหล่านี้ ทีนี้พวกเราก็ตาม ตอนนี้หลงครูประเวชกันมาก ครูไปเล่นที่ไหนก็ขอไป คุณประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ อยากจะเป็นสปอนเซอร์ให้วงนี้ กับพระองค์เฉลิมพลฑิฆัมพร มีงานเมื่อไหร่ก็เชิญเฉพาะวงพวกครูๆ นี่ไป เราก็ติดสอยห้อยตามไป จนกระทั่งพระองค์ชายกลาง กับคุณประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ติดใจพวกเรามาก เอ้าพวกธรรมศาสตร์นี่ เพราะพวกเราพวกหนุ่มสาวแล้วดนตรีไทยกันจริง พอครูเหนื่อยเราก็เล่นกันต่อ คลุกคลีกันมาอย่างนั้น ก็คุ้นชินกัน มีงานที่ไหนก็ไปที่นั่น กระทั่งงานบวชผมครูเหมก็ยังไป วงครูเวชก็ไปกันทั้งวงเลย
ครูเวชทำให้เราได้มารู้จักพวกกรมศิลป์ทั้งหมด ครูเทียบ คงลายทอง ครูยอแสง ภักดีเทวา ทำให้รู้จักในแวดวงดนตรีกว้างขึ้น รู้จักวงของครูหลวงประดิษฐไพเราะ วงพาทยโกศล ได้ตามไปรู้จักกันทั้งหมด ปีที่ผมเป็นประธานชมรมดนตรี เริ่มทำหนังสือดนตรีไทย ชมรมอื่นเขาไม่มี เพราะเราทำหนังสือวรรณศิลป์อยู่แล้ว ตอนนั้นก็เขียนกลอน เขียนร้อยแก้วอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก พอมาถึงดนตรีไทยก็คิดว่าน่าจะทำด้วย จึงทำได้ทำหนังสือดนตรีไทยของชมรมเดือนละเล่ม
ที่เราภูมิใจมากคือจัดเครื่องสายปี่ชวาออกโทรทัศน์เป็นครั้งแรก เพราะครูประเวชยุเราบอกว่ายังไม่เคยฟังเลยว่าเครื่องสายปี่ชวาเป็นยังไง ครูประเวชก็บอกว่า นี่ไงมีตัวเล่นได้อยู่ ๒- ๓ คน ก็เลยยุให้ครูจัดวงแล้วก็ไปเล่นเครื่องสายปี่ชวากัน มีครูมนตรี เป่าขลุ่ย พ่อหลวงไพเราะเสียงซอสีซออู้ ครูประเวช สีซอด้วง ครูเทียบเป่าปี่ ส่วนสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยเราก็จัดเครื่องสายผสมเชลโล่ครั้งแรก เพราะครูกิ่งสีเชลโล่ได้ คนที่ฟังแล้วบอกว่าเพราะจริงๆ เสียงมันอุ้มวง เพราะเชลโลมันต่ำสุด จากนั้น เราก็เชิญพวกครูๆ มาเล่นที่หอประชุมธรรมศาสตร์อยู่ครั้งหนึ่ง อาประหยด บุนนาค เล่นกีตาร์คลาสสิกมือซ้าย เดี่ยวสุดสงวน โอ้โฮ หวาน นึกไม่ถึงเลย มันเพราะ เพราะกว่าจะเข้ จะเข้มันรูดสายจะเข้ แต่นี่รูดกีตาร์ มีเดี่ยวหลายเพลง แต่เดี่ยวสุดสงวนด้วยกีต้าร์คนขอแล้วขออีก

เพลงดนตรี ทราบว่าได้มีการพัฒนากิจกรรมไปจนถึงงานดนตรีไทยอุดมศึกษา
เนาวรัตน์ ตอนนี้ต้องเล่าไปถึงกำเนิดของดนตรีไทยอุดมศึกษา ปีที่เริ่มคือไม่เกิน ๒๕๐๘ ระหว่าง ๐๖-๐๗ อะไรอย่างนี้ เพราะว่ามีการไหว้ครูกันที่เกษตร เกษตรเขาเป็นวงระนาด ทางเราวงเครื่องสาย จุฬา ธรรมศาสตร์ ฉะนั้นเวลาไปเล่นที่เกษตรเท่ากับเป็นวงมโหรี จำได้ว่าคุณนิคมเป็นประธานดนตรีไทยของเกษตร แกก็บอกว่า ถ้างั้นเราก็มาร่วมกันเป็นประเพณี ตอนนั้นเจอกันตอนไหว้ครู เรามาจัดกันทุกปีไหม ดนตรีไทยอุดมศึกษา ก็ถือว่าปีนี้ที่เล่นกันเป็นปีแรก ปีหน้าธรรมศาสตร์แล้วกัน ปีหน้าก็มาเล่นที่ธรรมศาสตร์ ก็เล่นกันเอง

เพลงดนตรี ช่วงวัยหนุ่มที่ธรรมศาสตร์เป็นความทรงจำเกี่ยวกับดนตรีไทยที่ดีมาก
เนาวรัตน์ ดีมากๆ เลย ผมว่าเป็นรุ่นสุดท้ายที่เป็นบุญหูที่ได้ฟังฝีมือครูๆ ยังมีชีวิตอยู่ ครูมนตรี หลวงไพเราะ ครูเทียบ ครูพริ้ง อย่างครูละเมียดแค่เอานิ้วแตะจะเข้เท่านั้นแหละเหมือนกับจะเข้มีชีวิต คือแกแค่ลองเสียงไม่ได้พันนิ้วนะ แค่ดีด แตะๆ นี่จะเข้กระหึ่มเลย จะเข้เหมือนกับดิ้นได้เลย ครูละเมียดอารมณ์ดี

เพลงดนตรี ช่วงนั้นเด็กนาฎศิลป์เขาไม่แปลกใจกันเหรอว่าทำไมเด็ก มหาวิทยาลัยถึงมาคลั่งไคล้ดนตรีไทยกันขนาดนี้
เนาวรัตน์ ไม่ เราไม่ได้ไปสัมผัสสัมพันธ์กันเลย เพียงแต่เราเอาครูเขามาสอน แล้วเวลาที่ครูไปเล่นที่ไหนเราก็ตามเขาไป พวกเด็กในกรมศิลป์เขาไม่ตามครูกันหรอก เพราะเขาก็เรียนกันแบบนักเรียน ก็เลยไม่กล้า แต่พวกเราเห็นครูยิ่งกว่าครู เหมือนกับเป็นญาติผู้ใหญ่ ไปดูแล ขนาดว่าผมจบแล้วก็ยังคลุกคลีอยู่ ห้องดนตรีไทยมันเหมือนบ้าน ตอนนั้นผมจบใหม่ๆ แล้วเริ่มทำงานไม่มีบ้านอยู่ยังอาศัยนอนอยู่ที่ห้องดนตรี จนกระทั่งเพื่อนเอาตู้มาให้ สมบัติผมมีตู้ใบหนึ่ง เห็นว่ายังเก็บอยู่นะ ผมจะมีเครื่องที่นอนหมอนมุ้งอยู่ที่นั่น พอตอนกลางคืนก็ปีนรั้วมหาวิทยาลัยเข้าไปนอน

เพลงดนตรี แล้วไม่โดนไล่ออกมาหรือ
เนาวรัตน์ เราก็หลบยาม ปีนรั้วตรงที่ไม่มียาม ปีนเข้าไป เพราะเราปีนกันสาด แล้วเราไม่ล็อคหน้าต่าง สะเดาะกลอนปีนเข้าไป ผมนอนนานเป็นปี บางทีก็มีคนไปนอนเป็นเพื่อน เวลาเที่ยวดึกๆ บางทีสองโมงเช้ายังไม่ตื่น นักศึกษามาเห็นเรายังนอนอยู่ มันทุเรศไง ทีนี้ความสัมพันธ์ในดนตรีเราเหมือนพี่น้อง เพราะเราเป็นรุ่นเดอะ ก็มีอภิสิทธิ์มาก รุ่นน้องๆ มันก็ต้องเกรงใจเรา จนเพื่อนมันทนไม่ไหว นิคมบอก เฮ้ยเอ็งอย่าไปนอนเลย มันน่าเกลียด มันก็เลยพาไปอยู่ที่บ้านมัน

เพลงดนตรี หลังจากเรียนจบแล้วชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง
เนาวรัตน์ ปี ๐๘ ผมจบ ผมมีโอกาสไปเป็นอาจารย์สอนที่ปัตตานี ผมก็ไปตั้งวงดนตรีไทยอีก เพราะที่นั่นมีครูที่เล่นดนตรีไทยอยู่ คือ หม่อมหลวงเอื้อ มนตรีกุล ท่านเป็นลูกศิษย์ครูหลวงประดิษฐไพเราะ มีคนพาผมไปรู้จัก ผมก็เลยเชิญท่านมาตั้งดนตรีไทยที่สงขลานครินทร์ นี่ก็เป็นอีกวงหนึ่งที่ผมเริ่มร่วมตั้ง แล้วเอานักศึกษาที่พอจะเล่นได้มาเล่น แล้วเอานักศึกษาที่พอจะเล่นได้มาเล่น มีนักศึกษาภาคค่ำคือ เสน่ห์ วงค์กำแหง เปี๊ยก เป็นคนประสานวง ผมก็ตั้งวงขึ้นมา มีพวกอาจารย์มาร่วมเล่น นักศึกษามาร่วมเล่นบ้าง จนกระทั่งปี ๑๔ ก็กลับมา ผมก็มาสัมผัสกับวงการกลอนบ้าง ดนตรีก็เล่นอยู่บ้าง ไปๆมาๆ แต่ไปสัมผัสกับวงการหนังสือมากกว่า จนกระทั่งกลับมาจากปัตตานี ก็มีนักศึกษารุ่นใหม่ๆ พวกไอ้ยี ไอ้ป่อง ไอ้พ้ง กำลังขึ้นเป็นปี ๑ ปี ๒ ก็มาหาผม ประวัติผมก็คงจะเล่ากัน คือเป็นที่รู้กัน คือความสัมพันธ์ของพวกดนตรีไทยมันดีมันเหมือนพี่เหมือนน้อง ใครเป็นใครรู้จักกันหมด พวกนี้ก็มาหาผม ดึงผมกลับมาเล่น
ตอนนั้นมีกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ไอ้จิตต์ สุจิตต์ วงษ์เทศ มันกำลังเรียนโบราณคดี แล้วคณะโบราณคดีมันจะหาทุน ก็ฉายหนังเรื่องหุ่นไล่กาที่โรงหนังเฉลิมเขตต์ ไอ้จิตต์ก็บอกว่าก่อนจะฉายหนังจะเปิดวงด้วยวงมโหรีดึกดำบรรพ์ ตามภาพจำหลักโบราณสถานคูบัว มันก็เอาภาพมาให้ดู มันดีดกระจับปี่ ไพศาลมาเล่นซอสามสาย ผมเป่าขลุ่ย ปราณี วงษ์เทศ ดีดจะเข้ นุ่งผ้าม่วง หลังจากนั้นไอ้จิตต์เขาก็อยากตั้งวงที่ศิลปากรบ้าง เพราะปราณี เขาเล่นจะเข้ได้ ไอ้จิตต์เขาก็ก็อกแก๊กซอกระจับปี่ได้ ผมก็เอาเลย ถามครูกิ่งว่าใครจะเป็นครูได้ ครูกิ่งก็บอกพี่เจียนไง ครูเจียน มาลัยมาลย์ อยู่น้ำมันสามทหารกับอาจารย์ฉันทิตย์ กระแสสินธุ์ ซึ่งอาจารย์ก็เป็นคนสำคัญของดนตรีไทยอีกคน เพราะท่านเป็นผู้สร้างรายการคันธรรพศาลา ที่ช่อง ๔ ของคุณจำนง รังสิกุล แกมีดนตรีไทยประจำ คุณฉันทิตย์ เคยเอาวงพวกเราไปเล่น ที่หัวหิน ผมยังไปรำเฉิบๆ รอบตลาดหัวหินเลย เพราะว่าเอาเครื่องสายเราแห่นาค บวชหลานแก ตอนแรกเรานึกว่าจากบ้านแกไปวัดใกล้ แต่แกวน เราก็ตกกะไดพลอยโจน พอเอาครูเจียรมาสอน ก็ตั้งวงศิลปากรขึ้นมา จากตรงนั้น ก็กลายเป็นอีกวงหนึ่งของสถาบันอุดมศึกษา

เพลงดนตรี ทราบว่าคุณเนาวรัตน์ได้มีส่วนร่วมในการสร้างบทบาทใหม่ของดนตรีไทย ในช่วงสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงด้วย
เนาวรัตน์ เกิดวงเจ้าพระยา ต้นกล้า การะเกด ตอนนั้นพวกไอ้ป่อง ไอยี ไอ้พ้ง เริ่มดึงตัวผมมา ผมก็ดึงไอ้จิตต์ มาร่วมด้วย คือให้มาเล่นดนตรีไทย ผมกับไอ้จิตต์ก็รู้สึกเบื่อ ก็บอกว่า ทำไมเราไม่แต่งเนื้อกันใหม่ล่ะ ไอ้จิตต์ก็บอกว่า พี่เนาว์แต่งสิ อย่ากระนั้นเลย เรามาตั้งวง เจ้าพระยากันดีกว่า ไอ้จิตต์เป็นคนตั้งชื่อ เพราะเห็นว่าธรรมศาสตร์กับศิลปากรอยู่กันตรงนั้น ผมก็แต่งเพลงเจ้าพระยาฮาเฮ กับเพลงคนทำทาง เป็นเพลงของวงเจ้าพระยา เริ่มเล่นกัน ตอนนี้ถูกตั้งรังเกียจจากครูดนตรีไทยทางเกษตร ด็อกเตอร์อุทิศ ว่าไอ้พวกนี้มันนอกคอก นอกครู เพราะมันใกล้ ๑๔ ตุลา พอเกิด ๑๔ ตุลา ในปีนั้นเดือนธันวา คณะอักษรศาสตร์ก็เชิญวงเราไปเล่นที่คณะอักษรศาสตร์ แล้วสมเด็จพระเทพฯท่านเป็นนิสิตปีหนึ่ง เขาเชิญท่านมานั่งดูอยู่ด้วย เราก็เล่นเพลงวงดนตรีเจ้าพระยาของเราเนี่ย คือวงเจ้าพระยายังไม่มีเนื้อหาที่ไปอะไรเท่าไหร่นัก อาจจะมีเพลงวีรชนของไอ้จิตต์บ้าง เจ้าขุนทอง เจ้าการะเกดเอย หนุ่มสาวเสรี เพลงเหล่านี้พระเทพฯนั่งฟังด้วย แล้วก็ออกทีวีด้วยเพลงเหล่านี้ ๑๔ ตุลา มันค่อนข้างเปิดฟรีในเรื่องดนตรี แล้ววงเจ้าพระยามีโอกาสได้เล่นบนเวทีใหญ่ๆ เหล่านี้ จนกระทั่งหลัง ๑๔ ตุลา วงเจ้าพระยาเริ่มมีบทบาทมากขึ้น จนกระทั่งนักดนตรีในวงเจ้าพระยาบางคนไม่กล้าลงมาเล่น เพราะมันจะต้องไปค้านรัฐบาล ขับไล่ฐานทัพ ต้องไปเล่นในหมู่กรรมกรประท้วงอะไรอย่างนี้ เราประชุมกลุ่มกันแล้ว บางคนบอกไม่เอา ดนตรีไทยไม่ควรจะไปตรงนั้น แต่พวกไอ้ยี ไอ้ป่อง ไอ้พ้ง เอา ฉะนั้นก็เลยแยกวงมาดีกว่า พวกที่ไม่เอาก็เป็นวงเจ้าพระยาไป พวกที่เอาก็เป็นวงต้นกล้า ครูกิ่งของพวกเรายังดึงมาเล่นอยู่ในวงต้นกล้าอยู่ แกไปด้วยบางงาน ที่แกไปได้แกก็ไป แกไม่ว่าอะไรที่เรามาเล่นอย่างนี้ หนูฮะดีๆ แต่ครูเวชไม่ได้ไปสอนที่ธรรมศาสตร์แล้ว เริ่มไปสอนที่เชียงใหม่หรือไงเนี่ย
วงต้นกล้าได้เล่นครั้งแรกที่สวนลุมพินี สวนลุฯมตอนนั้นมีวงคาราวาน กรรมาชนแล้ว ของเราเป็นวงน้องใหม่เลย เพลงแรกการะเกด ขับไล่ฐานทัพอเมริกา เพราะตอนนั้นเริ่มกระแสขับไล่ฐานทัพ ดูเหมือนปี ๑๘ หรือไงเนี่ย แจ้งเกิดที่เวทีสวนลุมนี่แหละ จิ้น กรรมาชนยังมาชื่นชมว่า โฮนี่เล่นกันได้ยังไง ดนตรีไทยมาเล่นอย่างนี้ได้หรือ
ภารกิจของวงต้นกล้ามากขึ้นจนกระทั่งวงเจ้าพระยาแทบไม่มีเลย ต้องไปเล่นตามงานประท้วงทั้งหลายแหล่ ไปเล่นที่ประตูท่าแพเชียงใหม่ ขณะเล่นๆ เสียงระเบิดตู้ม ต้องหลบกัน หรือไปเล่นในหมู่บ้านไกลลิบที่ลำปาง มีชาวบ้านถือปืนแก๊ปไปตระเวน ที่เคยถูกเพ่งเล็งจากบ้านเมืองก็ต้องมี ตอนนั้นบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ห้ามเล่นเพลงเพื่อชีวิต เราก็ ประท้วงคำสั่งห้ามด้วยการเปิดมหกรรมดนตรีเพื่อชีวิตกลางสนามหลวง วงหลักก็สามวง คาราวาน ต้นกล้า กรรมมาชน เต่าคลองหลอดเกิดขึ้นจากคำสั่งห้ามนี่ เฮ้ยๆ เฮ้ย เฮ้ย ไอ้เท่งเอย…

เพลงดนตรี คุณเนาวรัตน์ทำหน้าที่อะไรตอนนั้น
เนาวรัตน์ เป่าขลุ่ยกับแต่งเพลงหลายเพลง เต่าคลองหลอด ใครคือครู เต้นกำรำเคียว สาวเอยจะบอกให้ คนเหมือนกัน นกกางเขน ตอนนั้นต้องการสะท้อนปัญหากรรมกร ภารกิจของต้นกล้ามากขึ้นจนกระทั่งเกิด ๖ ตุลา กระจายไปเข้าป่ากันหมด ตัวหลักก็มี ไอ้ยี ไอ้ป่อง ตอนนั้นผมมีลูกแล้วก็หลบๆ อยู่ นัยว่ามีคนมาตามนะ เพราะผมไปสวนโมกข์วันที่ ๔ ตุลา ไปกราบท่านพุทธทาส หลังจากวันที่ ๖ พระที่สวนโมกข์บอกว่ามีตำรวจสันติบาลมาที่สวนโมกข์ คล้ายๆ รู้ว่าผมมาที่สวนโมกข์ มาหลบอยู่ที่สวนโมกข์ แสดงว่ามีคนตาม ผมก็เลยต้องหลบอยู่ สองอาทิตย์ได้

เพลงดนตรี ได้ข่าวว่าช่วงนั้น หลัง ๑๔ ตุลา กระแสสังคมบอกว่าพวกต้นกล้าการะเกดนี่ยังไงกันแน่ พวกดนตรีฝ่ายซ้ายก็บอกว่าเป็นขวา พวกดนตรีฝ่ายขวาก็ว่าเป็นซ้าย
เนาวรัตน์ สงสัยจะเป็นรุ่นเจ้าพระยามากกว่า พอรุ่นต้นกล้าไม่มีปัญหา ซ้ายยอมรับ เรามีสามวงไง คาราวาน-ต้นกล้า-กรรมมาชน เรียกสลับกันก็คล้องจองกันหมด วงต้นกล้า ซ้ายว่าไม่ได้สร้างสรรค์อะไร แต่เราก็มันของเรา เราอยากจะเล่นของเรา เพราะเราสามารถที่จะโต้กับพวกที่บ้าดนตรีไทยก็ได้ ก็เราเล่นดนตรีไทยมาอย่างลึกแล้ว และเราคุยได้เลยว่า เรามีบุญหูมากกว่าไอ้พวกนี้อีก เราได้ฟังครูๆชั้นยอด ฉะนั้นเราคุยกับพวกนักดนตรีไทยได้ พอมาเป็นต้นกล้ามันก็เลยชัดเจนมากขึ้น ซึ่งพวกขวาก็ยิ่งเกลียดใหญ่ หาว่าไอ้พวกนอกคอกนอกครู เล่นเพลงไกลขวาอยู่แล้ว

เพลงดนตรี พอบ้านเมืองปลอดโปร่งขึ้น ชีวิตดนตรีทำอะไรอีก
เนาวรัตน์ จากวงต้นกล้ามาเป็นวงการะเกด เพราะฟื้นกันมา ไหนๆ เราก็ต้องเล่นดนตรี เพลงของพวกเราก็ยังใช้ได้อยู่ ก็เลยรวมเพลงจากวงเจ้าพระยากับบางเพลงของวงต้นกล้ามาเป็นวงการะเกดขึ้นมา ก็มีเฉลิมเข้ามาช่วยด้วย มาสีซอ วงการะเกดก็สัมพันธ์ได้กับนักดนตรีรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ เนื้อหาเพลงของการะเกดแตกต่างจากต้นกล้าออกไป จากเรื่องทางการเมือง หันไปหาสิ่งแวดล้อม เช่น อย่าขว้างอย่าทิ้ง ยายกับตา แต่มันก็อยู่ไม่ได้นานเพราะต่างคนต่างโต แล้วมีอาชีพของตัวเอง ตอนหลังก็แยกย้ายกันไป สลายวง

เพลงดนตรี ต้นกล้าและการะเกดก็ยังมีหลักฐานฝากไว้ในสังคมคือเทป
เนาวรัตน์ ใช่ บริษัท ศรีกรุง หรือไงเนี่ย รจพร ร้องเอาไว้ สมัยวงต้นกล้า รจเป็นนักศึกษามหิดล คุณกอบชัยที่เขาคุมห้องอัดอยู่ เขาบอกว่า ตอนแรกผมจะกลับนะ พอได้ฟังเสียงเด็กคนนี้ร้องเสียงดีจังๆ เลย ตั้งแต่ผมอัดเสียงนักร้องผู้หญิงมา แกทึ่งมากเลย นักร้องของวงก็จะมีรจพร ป้อม นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ ป้อมไม่ค่อยได้ร้อง ส่วนใหญ่จะเป็นโฆษกมากกว่า ผู้ชายก็ป่อง รังสิต จงญานสิทโธ อึ่ง สันธวิทย์ อุณหสุวรรณ ร้องเพลงใบไม้ป่า สุชาติ ศรียารัณย์
พอหลัง ๖ ตุลา ผมก็มาตั้งวงต้นข้าวให้กับพวกเด็กๆละแวกบ้านคันนายาว เออ ผมก็แปลกนะ ต้องต่อเนื่องกับมันอยู่เรื่อย ดนตรีไทย ไม่เคยทิ้งมัน ตั้งแต่วงระนาดบ้านทวน อังกะลุง จนกระทั่งวงธรรมศาสตร์ วงปัตตานี จุฬา ศิลปากร จนมาวงเด็ก ตอนมาอยู่คันนายาว ก็ไปพาพวกแกนเหล่าต้นกล้า การระเกดที่ยังเหลืออยู่ไปเป็นครู ก็ตั้งวงต้นข้าวขึ้นมา วงต้นข้าวเป็นวงเด็กๆ ก็แต่งเพลงขึ้นมาใหม่ เพลงต้นข้าว เพลงแม่รักพวกเรา เพลงพ่อจ๋าไปไหน เพลงตันหยง เพลงดอกไม้ในทุ่งนา เพลงเด็กน้อยหอยสังข์ ตอนนั้นมีวงเด็ก สองวัย วงนกแล ทางดนตรีไทยก็เป็นต้นข้าว ตอนนี้รู้สึกวงกอไผ่แจ้งเกิดด้วย พอมันโตๆ ก็เลิกๆ แยกๆ ไปหมด
พอวงต้นข้าวสูญสลายไปแล้ว พอดีมีพวก เฒ่า ปิยะ อะไรพวกนี้ มาอยู่แถวนั้น ก็เลยตั้งวงคันนายาวขึ้นมา ผสมขลุ่ย แคน กีตาร์ ซอ วง

เพลงดนตรี ภาพที่เห็นทุกวันนี้ คือ เนาว์กับป่อง เป็นมายังไงถึงได้มาเป็นศิลปินคู่กันอยู่ตลอด
เนาวรัตน์ ก็มันไม่มีใคร ไอ้ยีมันไม่ใช่นักดนตรี มันเป็นนักวิชาการมากกว่า คล่องตัวกันที่สุดก็เลยมีกันสองคน ไอ้ป่องก็สีซอ ร้องเพลงบ้าง ผมก็เป่าขลุ่ยร้องเพลงบ้าง หรืออ่านบทกวีแทรกแซมไปอย่างนั้น ถ้าต้องการวงใหญ่สักหน่อยก็ไปตามไอ้เฒ่ามา หรือไม่ก็นกน้อย ชูเกียรติ ฉาไธสง กีตาร์ และก็มีไอ้เปิ้ล บางกอกโพสต์ เสียงดี เป็นวงเฉพาะกิจ ถ้าใครต้องการหาก็ไปกันทั้งวง

เพลงดนตรี ได้สร้างงานใหม่เกี่ยวกับดนตรีอีกบ้างไหม
เนาวรัตน์ เพลงแบบต้นกล้า-การะเกดไม่ได้เขียนอีกเลย เพราะมันไม่มีวง เขียนแล้วไม่รู้ว่าจะไปเล่นให้ที่ไหน แต่งานอื่นๆผมก็ยังแต่งอยู่กับอาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี เขาจะส่งทำนองมาให้ผม ผมก็แต่งเนื้อใส่อยู่ จริงๆ แล้วรวมเป็นชุด แล้วทำเทปไปแล้วด้วย เนื้อเพลงผมแต่งทั้งหมด อาจารย์ธนิสร์ทำดนตรี แล้วหมูพงษ์เทพ กระโดนชำราญ ร้อง บริษัทเทปก็ไปเก็บเงียบ สงสัยบริษัทจะเจ๊ง ทำไงถึงจะขุดมาได้ก็ไม่รู้

เพลงดนตรี เพลงหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงคู่กับอาจารย์ธนิสร์คือทานตะวัน มีความเป็นมาอย่างไร
เนาวรัตน์ เนื่องจากไปอเมริกากับคาราบาว คลุกคลีกับอาจารย์ธนิตที่ดัลลัส เป่าแซ็กเพลงนี้ขึ้นมา ทำนองผมว่าเป็นวรรคแรกของ Local Hero นะ แต่แกก็แต่งทำนองไปจนจบท่อน ผมก็บอกว่าเออเพราะดีนี่ธนิสร์ ผมก็จดโน้ตแบบของผม คืนนั้นผมก็แต่งทานตะวัน รุ่งขึ้นก็มาร้องกัน แอ๊ดเขาก็ชอบ มองเห็นภาพ ได้ข่าวว่านักเรียนนอกฟังแล้วคิดถึงบ้านกันมาก เพลงที่สองที่ไปกับธนิตแล้วแต่งนางนวลที่ชิคาโก อาจารย์ธนิสร์เขาเป่าแซ็กที่ริมทะเลสาปมิชิแกน มันวังเวงเหงามากเลย เห็นนกนางนวลริมทะเลสาป นึกสนุกก็เลยแต่ง สองสามเพลง แต่งกับธนิสร์ ตอนหลังก็เลยติดใจ พอมีทำนองอะไรธนิสร์ก็จะโยนทำนองมาให้ผม ผมก็แต่งเนื้อใส่ อีกหลายเพลง

เพลงดนตรี แล้วกิจกรรมที่ไปข้องแวะกับวงการดนตรีอื่นๆ เช่น เพลงของอาจารย์ดนู ฮันตระกูล งานลมหายใจกวี งานไหมไทย มีที่มายังไง
เนาวรัตน์ คือตอนนั้นบรูซ แกสตัน เขาทำละครพระสังข์-อิฟิแกนีย์ แล้วให้ผมไปช่วยร่วมเขียนบทจึงได้ไปรู้จัก มาก่อนที่จะทำเรื่องพระสังข์ ลูกผมเรียนที่ประสานมิตร ศศิลิยะอยู่ตรงนั้น ตอนเย็นที่ร้านวนคาม อยู่ใกล้ประสานมิตร ซึ่งระหว่างที่รอรับลูกผมก็ไปแวะนั่งกินเบียร์ ก็ไปเจอพวกบรูซอะไรเนี่ย ก็เลยรู้จักกัน ตอนหลังก็มาทำพระสังข์-อิฟิแกนีย์ ตอนหลังมาทำไหมไทยก็ให้ผมไปช่วย คือแต่งเนื้อบ้าง ร่วมงานกันอยู่บ้าง ส่วนใหญ่จะมีเฉพาะกิจเฉพาะกาลอยู่เรื่อย อย่างแม่น้ำของแผ่นดิน ผมก็ช่วยแต่งเนื้อด้วย ตอนหลังดนูมาทำอยู่ปีหนึ่ง ผมก็แต่งเนื้อให้อยู่บ่อยๆ แล้วก็ทำดินน้ำลมไฟ ผมก็แต่งเนื้อ

เพลงดนตรี คุณเนาวรัตน์ลองเปรียบเทียบบทบาทและการพัฒนาการทาง ด้านดนตรีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
เนาวรัตน์ เมื่อก่อนดนตรีไม่เป็นธุรกิจ พอดนตรีเป็นธุรกิจขึ้นมา มันเหมือนกับเป็นอีกโลกหนึ่ง ไม่เหมือนกับดนตรีที่เราเคยเล่นเคยสัมผัสมา เราไม่ได้รังเกียจ แต่รู้สึกว่ามันเป็นกำแพงที่ยากที่ดนตรีที่เป็นเนื้อดนตรีที่เราเล่นมาจะ สืบสานหรือแตกก้านแตกกอต่อยอดไปได้ เพราะมันถูกกำแพงอิฐของธุรกิจมาบดบัง สภาวะทุกวันนี้มันเป็นอย่างนั้น คือพวกที่เล่นดนตรีด้วยใจ ไม่ใช่เพื่อชีวิตนะ จะเจออุปสรรคเยอะ นอกจากว่าคุณจะต้องเข้าไปอยู่ในโลกของเขาคุณจะขึ้นทางด่วนไปกับเขาได้ อาศัยทางด่วนไปกับเขาได้ ถ้าคุณยังเล่นอย่างนี้คุณก็อยู่ใต้ทางด่วน ทำให้ผมรู้สึกว่าไม่อยากไปยุ่งกับมัน คือเรายังอยากยืนตรงจุดเดิม อยากทำดนตรี อยากจะเล่นดนตรีอย่างที่เราทำ แล้วเราไม่แสวงหาด้วย ก็ได้โอกาสอยู่ ได้ทำอยู่บ้าง

เพลงดนตรี มีค่ายเทปเคยมาติดต่อให้เขียนเพลงอะไรบ้างไหม
เนาวรัตน์ ไม่มี มีแต่ที่ผมทำให้เพลงภูมิแผ่นดินนวมินทรมหาราชา สมาคมนักแต่งเพลง ก็เลยได้รู้จักพวกครูนคร พี่เทพ พี่หง่า คุณชาลี สุรพล พี่น้อย เนติบัณฑิตสภาเขาจะทำเพลง เขาเลยเชิญพวกนี้มาแต่งเพลงชุดหนึ่ง ผมก็เลยร่วมขบวนกับเขาด้วย มีอยู่สองเพลง ขายให้เฉพาะพวกนักกฎหมาย มีนักร้องมาร้องให้

เพลงดนตรี เพราะอะไรถึงได้มาทำงานที่ศูนย์สังคีต ธนาคารกรุงเทพ
เนาวรัตน์ จากปัตตานีมาผมก็ต้องหาอาชีพ ก็มาสมัครแบงก์ เพราะคิดว่า คนอย่างเราเขียนหนังสืออย่างเดียวมันเลี้ยงครอบครัวไม่ได้ต้องไปหาอาชีพเป็นหลัก เป็นที่นั่งหลังพิงไว้บ้าง ก็คิดว่าอะไรมั่นคงที่สุด ก็แบงก์ไง แล้วแบงก์อะไรที่มั่นคงที่สุด ก็แบงก์กรุงเทพ ก็เดินขึ้นไปสมัครเลย เขาก็เรียกสอบสัมภาษณ์ ก็ได้ อยู่ฝ่ายการพนักงาน อยู่สักปี สองปี สุจิตต์กับขรรค์ชัย บุนปาน สนิทกับคุณบุญชู โรจนเสถียร ไม่รู้ไปยุอย่างไงไม่รู้ คุณบุญชูก็ตั้งศูนย์สังคีตศิลป์ แล้วก็เรียกผมกับพินิจ พงศ์สวัสดิ์ จากฝ่ายประชาสัมพันธ์ ก็เลยมาตั้งศูนย์สังคีตศิลป์ขึ้น อยู่กันมาจนเลิก และกำลังไปตั้งใหม่ที่สาขาหัวลำโพง

เพลงดนตรี ทุกวันนี้ฟังเพลงประเภทไหน
เนาวรัตน์ ผมก็ยังอยากฟังเพลงไทยอยู่นั่นแหละ ฟังแล้วมันชื่นใจ เพลงสมัยใหม่ไม่ค่อยจะได้ฟังเพราะ ฟังแล้วซ้ำๆ ไม่มีอะไรใหม่ แจ๊ส คลาสสิกก็ฟังบ้างแต่ไม่อินเท่าไหร่ คือโอกาสที่จะได้ฟังมันน้อย

เพลงดนตรี บทกวีที่เกี่ยวกับเพลงได้รับแรงบันดาลใจมาจากไหน
เนาวรัตน์ แน่นอนมันได้อิทธิพลมาจากดนตรี ที่เราฝังมาตั้งแต่เด็ก พร้อมกับบทกวีที่เราฝังมาด้วย มันมีเสียงมีจังหวะ มีความสละสลวย มีสุนทรียะที่เราสัมผัสได้ โดยเราอธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไร ต้องตั้งสมาธิสักหน่อยแล้วจะจับได้แต่รู้สึกมันเป็นธรรมชาติที่เราคุ้นชินกับมันไปแล้ว
อย่างบทหนึ่ง "นกขมิ้น" เคยรู้อยู่ว่าเนื้อเพลงเป็นยังไง แต่ไม่ฟังอย่างจริงจัง ฟังจากเพลงสากลมากกว่า เพลงสากลเขามีเพลงนกขมิ้นด้วย ตอนนั้นอยากเดี่ยวนกขมิ้นไง ทุกวันนี้ยังผม เป่าขลุ่ยไม่ได้เรื่อง เพราะไม่ได้เจอครูขลุ่ยจริงๆ เจอครูเจียนก็ไม่ไปต่อกับแก เพราะเกรงใจแก จนแกจะตาย ไปต่อนกขมิ้นได้ท่อนเดียว ครูประเวชก็ไม่ใช่ครูขลุ่ย แกก็ได้ท่อนสองท่อน ได้จากครูโองการ ท่อนหนึ่ง ครูบุญช่วยท่อนหนึ่ง
อีกบทหนึ่ง "เพลงนอกวง" ที่เกี่ยวกับชีวิตนักดนตรีไทยนอกวงฆ้อง อยู่นอกวงแทบจะสิ้นแผ่นดินแดน คนก็แคลนข่มย่ำน้ำใจคน เขียนถึงครูกิ่ง ตีเคาะลูกฆ้องเพียงครั้งก็ยังคิดถึง ปวดร้าวทั้งชีวิตนี่แหละ

เพลงดนตรี มีนักปราชญ์อยู่คนหนึ่ง เขาวิจารณ์ว่าศิลปะที่บริสุทธิ์ที่สุดคือดนตรี รองลงมาก็คือกวี รองลงมาก็คือ จิตรกรรม ปฏิมากรรม เพราะเขาถือว่าสิ่งที่สัมผัสด้วยเสียงไม่ต้องอาศัยวัสดุอะไร ถือว่าดีที่สุด คุณเนาวรัตน์มีความคิดเห็นอย่างไร
เนาวรัตน์ ก็แล้วแต่มุมมองของคน แต่ผมเห็นว่า ศิลปะทุกแขนงเนี่ยเป็นสื่อของอารมณ์ความรู้สึก ที่เป็นสากล พ้นไปจากภาษา ตัดกวีออกไปซะก่อน บทกวีต้องพูดด้วยภาษา แต่ไม่ว่าจะเป็นดนตรี กิจกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ไม่ค่อยใช้ภาษา พอฟังกันรู้เรื่อง ดูกันได้ พอกวีเข้ามามันใช้ภาษา แต่ทั้งหมดมันมีองค์ประกอบร่วม ตรงที่ว่ามันมีจังหวะกับเสียง ดนตรีนี่ชัดเจน รูปเขียน ประติมากรรม สถาปัตยกรรมก็มีแต่ใช้ภาษาว่า คอมโพสิชั่น กับโทน คือการจัด โทนคือความเลื่อมล้ำของแสงเงาก็ตาม ซึ่งในดนตรีก็มี จังหวะ กับเสียง สัมผัสกับเสียงของอักษร องค์ประกอบร่วมตรงนี้สำคัญ มันเป็นหัวใจของความไพเราะ ซึ่งมันตรึงความรู้สึกของคนได้ ศิลปะทั้งปวงมันเป็นสื่อตรงนี้ ซึ่งสำคัญมาก คุณค่าของงานศิลปะจึงอยู่ตรงนี้ อยู่ที่มันเป็นสื่อของอารมณ์ ความรู้สึก ขณะที่สื่ออื่นๆมันอาจจะเป็นอื่นไป ได้คุณค่าของงานศิลปะที่ดีๆทุกอย่าง มันคือสิ่งที่บันทึกอารมณ์ความรู้สึกของมนุษยชาติเอาไว้ ตรงนี้สำคัญมาก แล้วผมคิดว่ามนุษย์จะเข้าถึงตรงนี้ได้ง่ายกว่าสื่ออื่น สังคมมันขับเคลื่อนไป ผมเห็นด้วยกับบางคนที่ผมได้คุยกัน เป็นเพื่อนกัน คนสองประเภท นักคิด ศิลปิน คือเขาคิดแต่บางทีเขาไม่มีสื่อ ศิลปินเขาไม่มี ศิลปินมีสื่อก็เข้าถึงใจคน แต่ถ้าสองคนร่วมงานกันได้จะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมได้ ผมเห็นด้วยตรงนี้เลย ฉะนั้นจะมาจัดลำดับว่า ดนตรีมาก่อน กวีตามมาด้วยกิจกรรม ก็แล้วแต่ใครเสพรับจัดลำดับ แต่ผมเห็นว่ามันเข้ากัน

เพลงดนตรี ได้มีโอกาสเห็นอดีต-ปัจจุบันดนตรีไทย แล้วอนาคตได้มองไว้อย่างไรบ้าง
เนาวรัตน์ ผมว่าแต่ก่อนคนที่จะเป็นครูนอกจากจำทรงได้แล้ว ต้องแตกลูกหรือแต่งได้ใหม่ด้วย ไม่ติดในกรอบ อิมโพไวส์เป็นภาษาดนตรีได้ด้วย ทิศทางเทวดา แต่ในปัจจุบัน แค่กินบุญเก่าก็เป็นครูแล้ว คือเล่นให้เหมือนของเดิม ของเดิมที่ตัวจำทรงมานั่นแหละ ไม่ยอมที่จะแตกลูกไป แตกลูกไม่ได้ ก็เป็นครูกันแล้ว มันน่ากลัวตรงที่ว่า มันขาดการแตกก่อต่อก้านออกไป ในที่สุดมันก็จะหดหาย ส่วนสังคมไม่เปิดโอกาสให้เกิดพันธนาการเรื่องเหล่านี้ ไปดูดนตรีเวียดนาม ไปดูดนตรีจากเครื่องพื้นเมือง เขาพัฒนามาเป็นซาวน์ด แล้วยังอยู่ในใจคนได้ด้วย มีความด่านเบา พิณสายเดี่ยวของเขา มันกระเพื่อมไหวจักรวาลได้เลย หรือจะเล่นกับสากลก็ได้ หรือเป็นวงล้วนๆ ของเขาเองก็ได้ เขาพัฒนายังไง จากพื้นบ้านมาสู่เพื่อผู้ฟังได้อย่างถึงขนาดนี้ แล้วดนตรีไทยของเราล่ะ นอกจากไม่พัฒนาแล้ว ยังถูกจำกัด ถูกบีบ ถูกถีบออกไปจากเวทีของผู้ฟัง ทุกวันนี้ไม่มีใครฟังแล้ว แต่ก่อนสมัยผม ดูถูกที่สุดเลย พอคนขอเพลงเขมรไทรโยค มันรู้จักอยู่สองเพลง เขมรไทรโยค กับ ลาวดวงเดือน แต่ปัจจุบันอย่าว่าขอเขมรไทรโยค มันไม่อยากฟังแล้ว นี่คือสังคม รัฐต้องเปิดโอกาส ต้องสนับสนุนให้จริงจังกว่านี้ ผมเคยบอกรัฐมนตรีจาตุรนต์ เราไปที่ไหนเราได้ยินดนตรีเขานิดหนึ่งเราก็รู้ว่าเป็นดนตรีชาติเขา แต่มาเมืองไทยไม่เคยได้ยินเลย ทำไมไม่บังคับเลย ว่าเวลาใครมา ได้สัมปทานเวลาต้องมีดนตรีเข้าไปด้วย ผมขอให้มันแว่ว ผมไม่ดูถูกหูคนหรอก เพราะถ้าเขาได้ฟังสิ่งที่ดีๆ เขารับได้ ทำไมเราถึงไปชอบแฟนฉัน เพราะฟื้นความหลังของคนได้ ความทรงจำได้ ถ้ารัฐไม่เปิดโอกาส สื่อมวลชนไม่เคยเสนอสิ่งเหล่านี้มันก็หมด

เพลงดนตรี ศึกษาศาสนา ปรัชญา จนสามารถเอาไปใช้เกี่ยวกับพวกงานวรรณศิลป์ได้ มันมีอะไรที่ส่งต่อไปที่ดนตรีบ้างไหม ในตัวคุณเนาวรัตน์
เนาวรัตน์ ท่านพุทธทาสเคยพูดว่า ดนตรีดีๆ ทำให้จิตว่างได้ เหมือนฟังดนตรีไทยแล้วมันชื่นใจ มันไม่ได้ชื่นใจเพราะได้รำลึกความหลังที่เรามีประสบการณ์ แต่มันเย็น เสียงดนตรีไทยล้วนๆ มันเย็นและมันเข้ากัน ถ้ายกเลิกมายาไปทั้งหมด นึกถึงคำของครูกิ่ง ครูกิ่งเล่นเชลโล่อยู่ในวงดุริยางค์ทหารเรือ ครั้งหนึ่งก็ได้ไปเล่นที่วัดพระแก้ว วงดนตรีเขาเล่นเพลงสากล แต่พอขึ้นเพลงไทยนะ โอ้โฮมันเข้ากันหมดเลย อาจเป็นความอคติของแกก็ได้ แล้วมันเข้าจริงๆ ต้นไม้ใบหญ้าปราสาทราชวัง นี่มันเป็นเสียงจริงเลย มันเป็นเสียงของแผ่นดินจริงๆ ซึ่งสังคมนี้ไม่เคยเปิดที่ให้ซึ่งเสียงของแผ่นดินเลย เรามักยกย่องความเป็นอื่น คือแตกต่างไปจากเรา เราเชิดชู
ดนตรีทุกวันนี้มันมีบทบาทเพื่อการฟังเพราะมันเกิดขึ้นมาเพื่อการ ประกอบการแสดงและประกอบพิธีกรรม เวลาฟังดนตรีจะไม่นึกถึงอย่างนั้น ดนตรีไทยมันเกิดขึ้นมาจากปรัชญาตรงนั้นแล้ว ยังไม่มีใครแต่งใหม่เพื่อสังคมใหม่ ผมมีความหวังว่าที่สุดมันต้องมี ทุกวันนี้มันสนองที่ฉาบฉวย ไม่ว่าดนตรีไทย หรือสากล แต่เป็นไปไม่ได้ ชาติที่จะขาดตรงนี้ไป ผมมีความหวังว่ามันจะต้องมี ในที่สุดจะต้องพูดถึงว่า อ้าวแล้วดนตรีละ ถ้าไปขุดอดีตก็ไม่ใช่ เอาดนตรีไทยล้วนๆ มารับใช้ในสังคมนี้ไม่ได้มันขัดมากเลย นอกจากคุณไปเล่นในวังในวัดพระแก้ว ถ้าคุณมาเล่นบนถนนราชดำเนินไม่มีใครฟัง

เพลงดนตรี แล้วต้องการให้ใครฟังดนตรีไทยล่ะ
เนาวรัตน์ นั่นน่ะสิ เป็นคำถามที่ท้าทายคำตอบ ใครจะเป็นคนตอบ แล้วย้อนมาถึงดนตรีจีน ดนตรีเวียดนาม เขาทำขึ้นมาได้ละ เพราะเขาพัฒนาต่อยอดจากพื้นฐานอันนั้นขึ้นมา พวกเราไม่มีการต่อยอดเลย ตัดยอดด้วยซ้ำไป ผมไม่ได้ถือว่า วงบอยไทย หรือวงไหมไทย หรือวงของฟองน้ำ เป็นการต่อยอด ไม่ใช่ เป็นแต่เขาต้องการแตกแขนง ไม่ได้เป็นการต่อยอดอะไร แต่ก็ควรให้โอกาสพวกนี้ขึ้นมา ในที่สุดมันก็อาจจะทันกับยุคได้ แต่ถ้าตราบใดที่คุณยังไม่เปิดโอกาสวันนี้ ชาตินี้ไม่มีเสน่ห์ เพราะคุณไม่มีเสียงของตัวเอง เสียงของจิตวิญญาณตัวเองไม่มี ก็ต้องถามนักดนตรีไทย มองไปทั่วแล้วก็ไม่เห็น ยังไม่เห็นมีใครทำขึ้นมา แต่ต้องให้กำลังใจคนทำ มันจะผิดถูก ล้มลุกคลุกคลานทำไปเถอะ แต่ขอให้ทำ สำคัญคือสังคมต้องเปิดโอกาสให้เขา ผมเคยยุพวกนักดนตรีไทยที่พวกเราได้ไปเล่นกัน เดือนหนึ่งเจอกันสักครั้งหนึ่ง ที่บ้านใครคนใดคนหนึ่ง ผมบอกว่า เนี่ย แทนที่จะซ้อมในบ้าน เราไปซ้อมที่สวนสาธารณะเอาไหม ไปนั่งใต้ต้นไม้ปูเสื่อ แล้วมากินกัน เปิดท้ายรถมาใครมาซอ ใครมีระนาด ก็นั่งเล่นกันใต้ต้นไม้ ใครจะฟังไม่ฟัง แต่มันจะเป็นอีกเสียงหนึ่งของบรรยากาศอันนี้ ของเมืองหลวง ทำกันได้ไหม นักดนตรีไม่มีใครกล้าทำ

เพลงดนตรี แล้วดนตรีที่เข้ามาในระบบการศึกษาไม่ได้ช่วยอะไรหรือ
เนาวรัตน์ ก็ไม่รู้เสร็จแล้วก็ไปกินบุญเก่า กับไปจำกัดกรอบ ให้ลงร่องกันไปเท่านั้นเอง เหมือนสังคมไทยทุกวันนี้กำลังไปเก็บ ช่อฟ้าใบระกาโบสถ์ที่มันหักๆ ข้างกำแพง มาใส่พานแล้วก็แกกัน นอกจากขายการท่องเที่ยวเราก็คิดว่านั้นเป็นการเทิดทูนแล้วเป็นการอนุรักษ์แล้ว เล่นดนตรีไทยก็เล่นกันอย่างนั้น ไม่ได้เป็นชีวิตจริงๆ ไง มันไม่ได้เป็นฟังก์ชั่นของสังคม ทำอย่างไรให้รู้สึกว่ามันมีเสียงไทยๆ อยู่บ้างอะไรอย่างนี้ ในวิทยุ ในทีวี มันไม่มีเลยจริง บนเครื่องบิน ผมก็ยังควานหา การบินไทยอะไรอย่างนี้

เพลงดนตรี อยู่ที่บ้านที่เมืองกาญจน์ทุกวันนี้ มีเรื่องของดนตรีไทยเข้ามาเกี่ยวข้องไหม
เนาวรัตน์ ไม่มีนอกจากแต่งเพลง ทำคนเดียว นอกจากออกมาเล่นงาน เดี๋ยวนี้ผมใช้วิธีไปงานบทกวีที่ไหนก็เอาขลุ่ยไปด้วยตลอด ประกอบ เพราะต้องการให้มันมีเสียง กวีกับดนตรี ต้องใช้เสียง ให้มันมีเสียงไทยๆ ซะบ้าง เพราะว่าคนฟังทุกวันนี้ก็ไม่เคยฟังเพลงไทย หรือขลุ่ยไทยเท่าไหร่

เพลงดนตรี งานกวีที่เกิดขึ้นในยุคหลังๆ หนังสือที่พิมพ์ออกมาก็ขายได้น้อย
เนาวรัตน์ ผมไม่ได้ห่วง ผมมีความหวังกับมันว่า มันยังมีอนาคต ไม่ใช่เราว่าเราจะงุ่มง่ามอยู่กับของเก่า มัวของเก่าเมาของใหม่ แต่เราคิดว่า สองอย่างมันมีของจริง ถ้าเราเข้าใจมันเราก็จับมันอยู่ เรามาใช้กับสังคมได้ทุกเมื่อ สามารถเอามาเขย่าคนให้รู้สึกปลุกให้ตื่นได้ สองอย่างนี้ ขอให้เราจับมันให้ถูกเท่านั้น ที่น่ากลัวคือปลุกแฟชั่น หรือปลุกที่เลอะเทอะ คือคิดว่าไอ้นี่เป็นของจริง กลายเป็นของปลอม ตรงนี้น่ากลัว ของจริงมันต้องอยู่ได้

เพลงดนตรี คนดนตรีที่จะรักกวีมีมีบ้างไหม
เนาวรัตน์ ตรงนี้สื่อต้องช่วยเขา เพราะทุกวันนี้คนมันหลงทาง สังคมนี้ไม่เคยทำทางไม่ให้คนหลงเลย มีแต่ทำให้คนหลงทาง ถ้าเรารู้เราต้องช่วยกัน ภาระหนักของพวกเรานอกจากทำงานแล้วต้องทำทางด้วย เรายินดีทำด้วยกัน งานก็คือทาง ทางก็คืองาน ของแท้ของจริงมันแวววาวออกมาจนได้ สังคมนี้ต้องโหยหา ทำไมหนังเรื่องแฟนฉัน ร้อยกว่าล้านขึ้นมา แล้วสิ่งเหล่านี้จะเป็นแม่เหล็กที่ดึงอะไรขึ้นมาอีกเยอะ
แต่อย่ามาฝากความหวังกับคนที่ทำงานเหล่านี้เท่านั้น สังคมและสื่อจะต้องช่วยกัน หน้าที่ของมึงเป็นภาระของมึงเท่านั้นไม่ใช่ ถ้าคนเข้าใจจุดนี้ ไม่จำเป็นต้องทำงานก็ได้ แต่ว่าช่วยกันบอกให้รู้ นักคิดกับศิลปินต้องไปด้วยกัน ความคิดที่ว่าแพงไหมเป็นความคิดแบบเหยื่อของทุนนิยม ก็ต้องมาถกเรื่องทุนนิยมว่า ทุนนิยมทำให้เกิดรากเหง้าโง่ๆ เหล่านี้ขึ้นมา ถึงแม้ปฏิเสธไม่ได้ แต่คุณต้องเข้าใจว่าเป้าหมายเพื่ออะไร มูลค่ากับคุณค่า ของทุกอย่างมันต้องมีทุน แต่ทุกวันนี้คุณเอาทุนไปทำอะไร ทุกวันนี้เอาทุนเพื่อทำกำไรต่อ ไม่ใช่แล้ว อันนี้ผิด คุณต้องสร้างกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ทุกวันนี้เราหากลุ่มเป้าหมายไม่เจอ ไม่เหมือนพระรามที่สู้ทศกัณฑ์เพื่อไปเอาสีดาคืน ทุกวันนี้กูสู้ทศกัณฑ์ สู้ไปทำไม แต่กูจะสู้ แต่ไม่มีสีดา หาสีดาไม่เจอ




back to top